Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) คือ network protocol ที่ช่วยให้ DHCP Server/network Server จัดสรร IP address, subnet mask, default gateways และพารามิเตอร์การตั้งค่าเครือข่ายอื่นๆ ให้กับอุปกรณ์ที่ร้องขอได้แบบไดนามิก ซอฟต์แวร์ DHCP Server ช่วยให้งานตั้งค่า IP ที่ซ้ำๆ ของผู้ดูแลระบบเครือข่ายเป็นอัตโนมัติ โดยจัดสรร IP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้ IP สิ้นเปลืองรวมถึง IP conflicts DHCP Server สามารถจัดสรร IP address ให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายจาก pool ของตัวเอง และเรียกคืนกลับมาได้ ในเอกสารนี้ เราจะอธิบายเรื่องต่อไปนี้:
เพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือรายการคำศัพท์ที่ควรรู้เพื่อทำความเข้าใจ DHCP และการทำงานของเครื่องมือ DHCP Server ได้ดียิ่งขึ้น
DHCP Server: network Server ที่ตั้งค่าให้ทำงานเป็นบริการ DHCP DHCP Servers มีหน้าที่กำหนด IP ให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ data store ของ Server จะเก็บ pool ของ IP addresses ที่พร้อมจัดสรรให้กับ clients ที่ร้องขอ
DHCP Client: อุปกรณ์ในเครือข่าย เช่น laptop และ printers ที่รองรับบริการ DHCP client โดย DHCP clients สามารถร้องขอ IP address แบบไดนามิกและพารามิเตอร์เครือข่ายจาก DHCP Servers เพื่อใช้สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้
DHCP Scope: DHCP scope ระบุช่วงของ IP addresses ที่ DHCP Server สามารถให้กับ clients ได้ ต้องกำหนด DHCP scope เพื่อระบุ pool ของ IP addresses ที่ DHCP Server สามารถ lease หรือต่ออายุได้
IP Pool: ชุดของ IP addresses ที่เรียงต่อเนื่องกัน ซึ่ง DHCP Server สามารถกำหนดให้กับ clients ที่ร้องขอได้
ตัวอย่างเช่น: หาก DHCP Server A มี IP pool เป็น 192.168.20.1 - 192.168.20.25 ก็จะสามารถกำหนด IP address ใดก็ได้ในช่วงนี้ให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายที่ร้องขอ
Static IP: Static IPs คือ IP addresses ที่กำหนดให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายด้วยตนเอง
เป็นการกำหนด address แบบคงที่ และจะไม่เปลี่ยนแปลงระหว่างการใช้งานเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น: 172.217.6.164 คือ static IP address ของ Google คุณสามารถเข้าถึง Google ได้เสมอผ่าน static IP นี้
Dynamic IP: Dynamic IPs คือ IP addresses ที่ผู้ให้บริการ address เช่น DHCP Servers กำหนดให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ การจัดสรรนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อุปกรณ์ที่รองรับการจัดสรร Dynamic IP ไม่จำเป็นต้องใช้ IP address เดิมทุกครั้งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างเช่น: IP address ที่อุปกรณ์ของคุณได้รับเมื่อเชื่อมต่อ free Wi-Fi อาจเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เชื่อมต่อใหม่
Default Gateway: Default gateways คืออุปกรณ์ เช่น routers ที่ช่วยให้เครือข่ายต่างๆ สื่อสารกันได้
แม้ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถกำหนด IP addresses และพารามิเตอร์เครือข่ายอื่นๆ ให้กับทุกอุปกรณ์ในเครือข่ายด้วยตนเองได้ แต่เมื่อเครือข่ายขยายใหญ่ขึ้น งานนี้จะยุ่งยากและใช้เวลามากขึ้น ยิ่งเมื่อมีนโยบาย bring your own device (BYOD) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผู้ดูแลระบบเครือข่ายก็ยิ่งมีภาระในการกำหนดและติดตาม IP addresses ด้วยตนเอง DHCP จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้น DHCP ทำให้งานตั้งค่า IP ที่ซ้ำๆ เป็นอัตโนมัติ โดยกำหนด IP addresses และพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ ต่อไปนี้คือคำอธิบายโดยสรุปของกระบวนการ DHCP Server
เมื่ออุปกรณ์ในเครือข่ายร้องขอ IP address เพื่อใช้สื่อสารในเครือข่าย DHCP Server จะเสนอ IP address จาก pool ของตัวเองให้กับ client เมื่ออุปกรณ์ยอมรับ IP address นี้ DHCP Server จะอัปเดต data store ด้วย IP address และ client ที่ได้รับการจัดสรร

เนื่องจาก DHCP รองรับการจัดสรร IP address แบบไดนามิก address ที่กำหนดให้กับอุปกรณ์ DHCP client จึงไม่คงที่ DHCP Server จะไม่กำหนด IP address ให้กับอุปกรณ์แบบถาวร แต่จะให้ใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด
เมื่อ client ร้องขอ IP address จาก DHCP Server DHCP Server จะส่ง IP address และพารามิเตอร์เครือข่าย เช่น subnet mask และ default gateways ให้ใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า lease ช่วงเวลาที่ client ได้รับการจัดสรร IP address นี้เรียกว่า lease period client สามารถใช้พารามิเตอร์เครือข่ายทั้งหมดที่ได้รับภายในช่วงเวลานี้ และระบบจะใช้ IP address ที่ได้รับในการระบุอุปกรณ์นั้นในเครือข่าย
ระหว่างหรือเมื่อสิ้นสุด lease period หาก client ต้องการใช้พารามิเตอร์เครือข่ายเดิมต่อ รวมถึง IP address เดิม ก็สามารถร้องขอการต่ออายุ lease ผ่าน DHCP Server ได้ เมื่อ DHCP Server ได้รับข้อความนี้ ก็จะต่ออายุ lease period ให้กับ client และ client จะใช้ IP address เดิมต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
เมื่อ lease period สิ้นสุดลง หาก client ไม่ได้ร้องขอการต่ออายุ หรือหาก Server ไม่ได้รับคำขอต่ออายุ lease ของ IP ที่จัดสรรไว้จะหมดอายุ จากนั้น DHCP จะเรียกคืน IP และการตั้งค่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง แล้วนำกลับเข้าไปใน pool ของ IP addresses
ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ DHCP Server ทุกตัวมี pool ของ IP addresses IP address ใดก็ตามใน pool นี้สามารถจัดสรรให้กับ clients ที่ร้องขอได้แบบไดนามิก และเรียกคืนกลับเข้า pool ได้
เหตุใด DHCP จึง lease IP addresses แทนที่จะกำหนดแบบถาวร? การกำหนด IP addresses แบบถาวร หรือกำหนดให้ใช้งานเป็นเวลานาน อาจทำให้ IP address ไม่เพียงพอ DHCP Server มี IP address ใน IP pool จำนวนจำกัด หากกำหนด IP address ให้กับอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเป็นเวลานาน เมื่อจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่าจำนวน IP addresses ที่มีอยู่ ก็จะเกิด service outage เพราะ DHCP Server ไม่สามารถให้บริการ clients ใหม่ได้
ตัวอย่าง:
สมมติว่าคุณมี DHCP Server เครื่องหนึ่ง ซึ่งมี 3 IPs (196.128.12.1, 196.128.12.2, 196.128.12.3) อยู่ใน IP Pool โดย DHCP Server นี้ใช้สำหรับกำหนด IP addresses ให้กับอุปกรณ์ที่เข้ามาใน local network แบบไดนามิก
อุปกรณ์ A, B และ C เข้ามาในเครือข่ายพร้อมกัน DHCP Server จะกำหนด A - 196.128.12.1, B - 196.128.12.2 และ C - 196.128.12.3
ขณะนี้ IPs ทั้งหมดใน IP pool ของ DHCP Server ถูกจัดสรรไปแล้ว
อุปกรณ์แต่ละเครื่องอยู่ในเครือข่ายสองชั่วโมง แล้วจึงตัดการเชื่อมต่อ
สถานการณ์ที่ 1: ไม่มี lease period (กำหนด IPs แบบถาวรด้วย static allocation)
เมื่ออุปกรณ์ D เข้ามาในเครือข่ายหลังจากผ่านไปสองชั่วโมง ก็จะไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้ เพราะไม่มี IP address เหลืออยู่ใน IP pool ของ DHCP Server แล้ว IPs ทั้งหมดถูกกำหนดให้กับอุปกรณ์ A, B และ C แบบถาวร
สถานการณ์ที่ 2: lease period สองวัน (กำหนด IPs แบบไดนามิก)
เมื่ออุปกรณ์ D เข้ามาในเครือข่ายหลังจากผ่านไปสองชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้ เพราะยังไม่มี IP address ว่าง เนื่องจากแม้อุปกรณ์ A, B และ C จะตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายแล้วหลังสองชั่วโมง แต่ IP address ที่กำหนดให้ยังมี lease period สองวัน กล่าวคือ IP addresses เหล่านั้นยังคงถูกจัดสรรไว้ต่อไปอีกสองวัน ดังนั้นอุปกรณ์ D จึงไม่สามารถรับ IP address เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายได้
ปัญหา: ในทั้งสองสถานการณ์นี้ (ทั้งแบบมีและไม่มี lease period) เมื่อมี pool 3 IP addresses อุปกรณ์ D จะไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้
วิธีแก้ไข: แนวทางแก้ไขคือใช้ DHCP โดยกำหนด lease period เป็นสองชั่วโมงตามความต้องการ
เมื่อสิ้นสุดช่วงเวลาการจัดสรรสองชั่วโมง lease ของอุปกรณ์ A, B และ C จะหมดอายุ อุปกรณ์ที่ยังต้องการอยู่ในเครือข่ายสามารถต่ออายุ lease ได้ ส่วนอุปกรณ์อื่น lease จะหมดอายุไป
ดังนั้นเมื่ออุปกรณ์ D เข้ามาในเครือข่าย lease ของอุปกรณ์ A จะหมดอายุแล้ว และ IP 196.128.12.1 จะถูกเรียกคืนกลับเข้า IP pool จากนั้นจึงสามารถกำหนด IP นี้ให้กับอุปกรณ์ D ได้
กระบวนการที่ DHCP Server กำหนด IP address และพารามิเตอร์เครือข่ายอื่นๆ ให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายมี 4 ขั้นตอน:

ขั้นตอนที่ 1: DHCP client ค้นหา DHCP Server
อุปกรณ์ต้องมี IP address เพื่อให้สื่อสารภายในเครือข่ายได้ อุปกรณ์ DHCP client จะรับ IP address และพารามิเตอร์เครือข่ายโดย broadcast UDP packet ที่เรียกว่า DHCPDISCOVER ภายในเครือข่าย
เมื่อได้รับ DHCPDISCOVER broadcast แล้ว Servers ที่ไม่ใช่ authoritative ทั้งหมดจะทิ้งหรือเพิกเฉยต่อข้อความนี้ ส่วน DHCP Servers ภายในเครือข่ายจะรับและประมวลผล broadcast packet นี้
ข้อความ DHCP Discover มีรายละเอียด เช่น:
| UDP Source Port | 68 |
| UDP Destination Port | 67 |
| Source IP | 0.0.0.0 |
| Destination IP | 255.255.255.255 |
| DHCPDISCOVER Packet contents | |
ในกรณีนี้ Source IP ของ broadcast packet คือ 0.0.0 เพราะอุปกรณ์ client ยังไม่ได้รับ IP address โดยเมื่อ Destination IP เป็น 255.255.255.255 broadcast packet จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ทั้งหมดในเครือข่ายผ่านกระบวนการที่เรียกว่า limited broadcast และยังสามารถกำหนด Destination IP เป็น subnet ID เฉพาะเพื่อเปิดใช้ directed broadcast ได้
ขั้นตอนที่ 2: DHCP Server เสนอ IP และพารามิเตอร์การตั้งค่าเครือข่ายให้กับ client
เมื่อ DHCP Server ที่ถูกต้องได้รับข้อความ DHCPDISCOVER broadcast ก็จะสำรอง IP ใน IP pool ของตัวเอง และเสนอ IP นั้นให้กับ client ที่ร้องขอในรูปแบบ lease โดยจะส่งข้อเสนอ IP lease, subnet mask และ default gateways ให้กับ client ผ่านข้อความ DHCPOFFER
| UDP Source Port | 68 |
| UDP Destination Port | 67 |
| Source IP | 192.168.31.9 |
| Destination IP | 255.255.255.255 |
| DHCPDISCOVER Packet contents | |
ในที่นี้ 192.168.31.9 คือ DHCP Server ที่เสนอ IP address จาก pool ของตัวเอง โดยทั่วไป ข้อเสนอจะถูกส่งถึง client ผ่านการระบุ hardware address หรือ MAC address ของ client
ขั้นตอนที่ 3: Client ตอบรับข้อเสนอของ DHCP ที่ต้องการ และร้องขอ IP lease
เมื่อได้รับข้อความ DHCPOFFER แล้ว client จะร้องขอการกำหนด IP address ที่เสนอผ่านข้อความ DHCPOFFER โดยส่งข้อความ DHCPREQUEST ไปยัง Server ข้อความนี้เป็นสัญญาณให้ DHCP Server จัดสรร IP address ที่เสนอให้กับ client ในรูปแบบ lease
หากได้รับข้อความ DHCPOFFER มากกว่าหนึ่งข้อความจาก Servers ในเครือข่าย client จะส่งข้อความ DHCPREQ (DHCP Request) ไปยัง DHCP Server ที่ client ได้รับข้อความก่อนเท่านั้น ส่วนข้อเสนออื่นๆ จะถูกทิ้งหรือเพิกเฉย
| UDP Source Port | 68 |
| UDP Destination Port | 67 |
| Source IP | 0.0.0.0 |
| Destination IP | 255.255.255.255 |
| DHCPREQ Packet contents | |
ขั้นตอนที่ 4: DHCP Server ยืนยันคำขอ IP lease ของ client
เมื่อได้รับข้อความ DHCPREQUEST แล้ว DHCP Server จะกำหนด IP address ให้กับ client และบันทึกไว้ใน data store จากนั้น Server จะยืนยันรายละเอียด IP address, subnet mask และ default gateway ที่จัดสรรแล้วโดยส่งข้อความ DHCPACK (DHCP acknowledgement)
จากนั้น client ก็สามารถเริ่มใช้ IP และพารามิเตอร์เครือข่ายที่ได้รับได้
| UDP Source Port | 68 |
| UDP Destination Port | 67 |
| Source IP | 192.168.31.9 |
| Destination IP | 255.255.255.255 |
| DHCPACK Packet contents | |
DHCP client จะตั้งค่าตัวเองด้วยพารามิเตอร์เครือข่ายที่ได้รับ
อุปกรณ์สามารถส่ง broadcast messages ได้เฉพาะภายในเครือข่ายที่ตัวเองเชื่อมต่ออยู่เท่านั้น ไม่สามารถ broadcast ข้ามเครือข่ายหรือ subnets ได้ เมื่อไม่มี DHCP Server ที่ใช้งานได้อยู่ภายในเครือข่าย อุปกรณ์ในเครือข่ายนั้นก็จะไม่สามารถรับ IP address ได้ เพราะไม่สามารถ broadcast ข้อความ DHCPDISCOVER ไปยัง Servers ที่อยู่นอกเครือข่ายของตัวเองได้
ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการใช้ DHCP relay agent
สมมติว่ามีสองเครือข่าย คือ network A และ network B เชื่อมต่อกันผ่าน router โดยมี DHCP Server ที่ใช้งานได้อยู่ใน network A อุปกรณ์ทุกเครื่องใน network A จึงสามารถรับ IP lease ผ่าน Server นี้ได้ ลองนึกภาพว่าไม่มี DHCP Server ใน network B เนื่องจากอุปกรณ์ไม่สามารถ broadcast ข้ามเครือข่ายได้ อุปกรณ์ใน network B จึงไม่สามารถรับ IP lease ได้
มี 2 วิธีในการแก้ปัญหานี้:

การใช้ DHCP relay agent ทำได้โดยตั้งค่า DHCP relay service ลงในอุปกรณ์เครื่องหนึ่งใน network B จากนั้นอุปกรณ์นี้จะรับข้อความ DHCPDISCOVER broadcast จาก clients ใน network B และส่งต่อไปยัง DHCP Server ใน network A DHCP Server ของ network A จะส่ง DHCPOFFER ไปยัง relay agent ใน network B แล้ว relay agent จะ broadcast ข้อความนี้ภายในเครือข่ายของตัวเอง เช่นเดียวกัน ข้อความ DHCPREQ และ DHCPACK จะถูกส่งระหว่าง DHCP client ใน network B และ DHCP Server ใน network A โดยอาศัย DHCP agent เป็นตัวส่งต่อ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็น man-in-the-middle
เมื่อเทียบกับการใช้ relay agent การใช้ DHCP Server แยกใน network B จะมีความยุ่งยากอยู่ 2 เรื่อง:
การตั้งค่า relay agent แยกทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้นมาก relay agent อาจเป็นอุปกรณ์เครื่องหนึ่งในเครือข่าย หรือจะตั้งค่า network router ให้ให้บริการ DHCP relay ก็ได้
DHCP พื้นฐานไม่มีกลไกมาตรฐานสำหรับการยืนยันตัวตนหรือการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งอาจเปิดช่องให้เครือข่ายเผชิญกับ:
หนึ่งในการโจมตี DHCP ที่พบบ่อยคือ DHCP spoofing
ผู้โจมตีหรือ agent ที่เป็นอันตรายสามารถปลอมตัวเป็น DHCP Server ที่ถูกต้องได้ด้วยเทคนิค man-in-the-middle ผู้โจมตีนี้อาจเป็น rogue หรือ wireless router ที่มี DHCP Server ในตัว เมื่อ DHCP client ที่ถูกต้องส่ง DHCPDISCOVER ผู้โจมตีในเครือข่ายจะส่ง DHCPOFFER กลับมา เมื่อ client ร้องขอและเริ่มใช้ IP address ที่ Server ของผู้โจมตีให้มา default gateway ที่ผู้โจมตีกำหนดจะทำให้ผู้โจมตีตรวจสอบได้ถึง Traffic ทั้งหมดระหว่าง client กับเครือข่ายผ่าน default gateway ดังนั้นผู้โจมตีจึงสามารถ eavesdrop Traffic ของ client ได้
เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีนี้ ผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะตั้งค่า DHCP snooping ในเครือข่าย
DHCP snooping ช่วยให้ switch ประมวลผลข้อความ DHCPOFFER ได้ก็ต่อเมื่อข้อความนั้นถูกส่งผ่าน trusted port
กระบวนการของ DHCP snooping เริ่มจากการกำหนดให้ทุกพอร์ตเป็น untrusted ก่อน จากนั้นผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะกำหนดเฉพาะ DHCP ports ที่ถูกต้องในเครือข่ายให้เป็น valid เมื่อ client ส่ง DHCPDISCOVER broadcast ออกไป client จะทิ้ง DHCPOFFERS ทั้งหมดที่ได้รับจาก untrusted ports และจะส่ง DHCPREQUEST ไปยังข้อเสนอที่ส่งมาจาก valid ports เท่านั้น ดังนั้น packets ที่อาจถูกส่งมาจากผู้โจมตีจึงถูกทิ้งไป

DHCP snooping ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง DHCP ภายในเครือข่าย
ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถตั้งค่า DHCP Servers และ clients ด้วยตนเอง และดู IP lease รวมถึงการตั้งค่าของ DHCP clients ได้ผ่าน commands มาตรฐาน โดยมีบางส่วนแสดงอยู่ในตารางด้านล่าง
แม้ว่า commands มาตรฐานจะช่วยให้ตั้งค่า DHCP บนอุปกรณ์ได้ แต่การตั้งค่า DHCP Servers และ clients ด้วย commands เหล่านี้จะใช้เวลามากและยุ่งยากเมื่อเครือข่ายขยายใหญ่ขึ้น หากต้องดูแล DHCP Servers ในองค์กรขนาดใหญ่ แนะนำให้ใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการอุปกรณ์เครือข่าย เช่น ManageEngine OpUtils
DHCP Servers เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างเครือข่าย ด้วยการใช้งานที่ง่ายและสะดวก DHCP Servers จึงถูกใช้งานในระบบทุกขนาด ตั้งแต่เครือข่ายภายในบ้านไปจนถึงเครือข่ายระดับ Enterprise บริการ DHCP Server ช่วยกระจาย IP addresses และการตั้งค่าเครือข่ายให้กับอุปกรณ์ภายในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ
ข้อดีของการใช้ DHCP Servers ได้แก่:
การใช้พื้นที่ IP address อย่างเหมาะสม: การกำหนด IP addresses ให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายด้วยตนเองอาจทำให้เกิดการใช้ IP สิ้นเปลือง เพราะ IP addresses ยังคงถูกจัดสรรอยู่แม้อุปกรณ์จะตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายแล้ว
IP Reservation: DHCP ช่วยให้สามารถสำรอง IP addresses เฉพาะสำหรับอุปกรณ์บางเครื่องได้ addresses เหล่านี้จะไม่ถูกจัดสรรให้กับอุปกรณ์อื่น แม้อุปกรณ์ที่ได้รับการกำหนดไว้จะตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายแล้วก็ตาม
Dynamic allocation: DHCP Server ทำให้งานกำหนด IP address ด้วยตนเองเป็นอัตโนมัติ IP addresses จะถูกจัดสรรและเรียกคืนกลับเข้า IP pool แบบไดนามิก
ลด IP conflicts: การกำหนดด้วยตนเองอาจทำให้อุปกรณ์มากกว่าหนึ่งเครื่องได้รับ IP address เดียวกัน จนเกิด IP conflicts การ lease IP ด้วย DHCP ช่วยแก้ปัญหานี้ได้
จัดการได้ง่ายขึ้น: DHCP data store จะเก็บ user logs เช่น ผู้ใช้ที่ได้รับการกำหนด IP address, lease period และพารามิเตอร์เครือข่ายอื่นๆ
Scalability: DHCP routers รองรับการขยายขนาดของเครือข่าย
โครงสร้างเครือข่ายที่ซับซ้อนและใช้ DHCP สามารถจัดการได้ง่ายด้วย OpUtils ซึ่งเป็นโซลูชันสำหรับจัดการ network IP และ switch port แบบครบวงจร OpUtils ทำงานร่วมกับ DHCP Servers ยอดนิยม และมีความสามารถดังนี้:
OpUtils คือ โซลูชัน unified DDI management ที่รวมการจัดการ DNS, DHCP และ IP address management (IPAM) ไว้จาก console เดียว ช่วยให้ทีม IT ลดความซับซ้อนในการดูแล DHCP ทำให้การจัดการ IP address เป็นอัตโนมัติ และเพิ่มความชัดเจนของโครงสร้างเครือข่ายทั้งหมด
เพิ่งเริ่มใช้ OpUtils? ขอรับการสาธิตการใช้งานฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ หรือดู ฟีเจอร์ เพื่อดูว่า OpUtils ช่วยจัดการอุปกรณ์เครือข่ายของคุณได้อย่างไร นอกจากนี้ คุณยังสามารถ ดาวน์โหลดทดลองใช้ฟรี 30 วัน เพื่อติดตั้งและทดลองใช้ OpUtils ในเครือข่ายของคุณได้ทันที หากต้องการขอราคา แจ้งให้เราทราบ