# Vulnerability Assessment Tool ![Vulnerability Assessment](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/vulnerability-assessment.png) คุณเป็นผู้ดูแลระบบ IT ที่ทำงานไม่หยุด มือจับอยู่แต่กับระบบ สายตาจ้องหน้าจอแทบตลอดเวลาหรือไม่? คุณคอยตรวจหาภัยคุกคามใหม่ ๆ จากอินเทอร์เน็ต และพยายามจัดหมวดหมู่ช่องโหว่ที่ค้นพบเพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรของคุณตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางไซเบอร์อยู่เสมอใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้น คุณอาจกำลังแบกรับภาระหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัว มีช่องโหว่ใหม่ถูกค้นพบทุก ๆ 90 นาที แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะ ManageEngine มีทางออกให้คุณ Vulnerability Manager Plus คือโซลูชันประเมินช่องโหว่อย่างชาญฉลาดและครอบคลุม ช่วยลดเวลาและภาระงานของคุณด้วยความสามารถดังต่อไปนี้: - ตรวจจับช่องโหว่ได้อย่างต่อเนื่องทันทีที่พบ - จัดลำดับความสำคัญว่าควรแก้ไขจุดใดก่อน - ใช้ระบบอัปเดตแพตช์ในตัวเพื่อแก้ไขช่องโหว่ได้ทันที รับชมวิดีโอด้านล่างเพื่อดูภาพรวมการทำงานของคอนโซล Vulnerability Manager Plus ![How to do Vulnerability Assessment with ManageEngine Vulnerability Manager Plus](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/vul-assessment-vdo.png) ## 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการประเมินช่องโหว่ด้านความปลอดภัย Vulnerability Manager Plus เป็นเครื่องมือประเมินช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่มีความครบถ้วนรอบด้าน ทำการสแกนช่องโหว่ในเครือข่ายของคุณอย่างสม่ำเสมอ ส่งมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และช่วยปิดวงจร[การจัดการช่องโหว่](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/what-is-vulnerability-management.html) ได้ทันทีผ่านการแก้ไขปัญหาโดยตรงจากคอนโซล ![Vulnerability Assessment Tools](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/vulnerability-assessment-steps.png) ## ป้องกันความเสี่ยงที่เข้ามา ด้วยความสามารถในการประเมินช่องโหว่ของ Vulnerability Manager Plus ### ขจัดจุดบอดและติดตามทรัพย์สินของคุณอย่างครบถ้วน การกำจัดจุดบอดถือเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินช่องโหว่ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อ Vulnerability Manager Plus เริ่มทำงานภายในเครือข่ายของคุณ ระบบจะค้นหาและระบุทรัพยากรทั้งหมดใน Active Directory และอุปกรณ์ปลายทางใน Workgroup ได้โดยอัตโนมัติ องค์กรที่มีการขยายระบบอยู่บ่อยครั้งไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะทรัพยากรใหม่จะถูกค้นพบทันทีเมื่อถูกเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี Endpoint Agent คุณสามารถติดตามสถานะของเครื่อง Desktop, Server, Laptop, Virtual Machine, Web Server, Database และ Workstation ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าทรัพยากรของคุณจะตั้งอยู่ในสำนักงานหลัก กระจายตัวในสาขาหรือพื้นที่ห่างไกล อยู่ในระบบปิดอย่าง DMZ หรือเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา คุณสามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับทุกทรัพยากรได้จากคอนโซลเดียว ### ครอบคลุมการตรวจจับช่องโหว่อย่างรอบด้าน ตรวจจับช่องโหว่ทั้งที่เป็นที่รู้จักแล้วและช่องโหว่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ใน [ระบบปฏิบัติการ Windows ที่รองรับ และแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนารายอื่นกว่า 850 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการคอนเทนต์](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/supported-applications.html) (CMS), เว็บเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล ขยายขอบเขตการมองเห็นของคุณให้เหนือกว่าการตรวจจับช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ทั่วไป ด้วยการติดตามและเฝ้าระวัง [การตั้งค่าระบบที่ผิดพลาด (Misconfigurations)](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/security-configuration-management.html), [ซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงสูง](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/high-risk-software-audit.html), [พอร์ตที่กำลังเปิดใช้งาน (Active Ports)](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/audit-ports-in-use.html) และความเสี่ยงอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภัยคุกคามใดเล็ดลอดสายตาคุณไปได้ ### ตรวจจับช่องโหว่ได้ทันทีที่เกิดขึ้น ด้วยการมอนิเตอร์ช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่คุณอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที หากใช้ [การสแกนช่องโหว่](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/vulnerability-scanner.html)เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเพิ่มอุปกรณ์ปลายทางหรือซอฟต์แวร์ใหม่เข้าสู่เครือข่าย จะก่อให้เกิดช่องโหว่ใหม่ ๆ ตามมา ซึ่งอาจทำให้ระบบไอทีของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงจากการโจมตีของแฮกเกอร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องมีการมอนิเตอร์อุปกรณ์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุและแก้ไขช่องโหว่ใหม่ทันทีที่เกิดขึ้น โดย Vulnerability Manager Plus ใช้ [การสแกนแบบอิงเอเจนต์ (Agent-based Scanning)](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/vulnerability-scanner.html) ซึ่งจะตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทางทุก ๆ 90 นาที เพื่อค้นหาช่องโหว่ใหม่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครือข่าย ### ประเมินความเสี่ยงของช่องโหว่และจัดลำดับการตอบสนอง เป้าหมายสำคัญของการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) คือการทำให้ข้อมูลสามารถนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น นอกเหนือจากการจัดรายการช่องโหว่แล้ว เครื่องมือประเมินช่องโหว่ที่คุณเลือกใช้ควรสามารถช่วยตอบคำถามสำคัญต่อไปนี้ได้: - ช่องโหว่นี้มีการเปิดเผยโค้ดโจมตี (Exploit) ต่อสาธารณะแล้วหรือไม่? - ช่องโหว่นี้แฝงอยู่ในปลายทาง (Endpoints) มานานแค่ไหน? - ช่องโหว่นี้ถูกนำไปใช้โจมตีได้ยากหรือไม่? - ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ได้ออกแพตช์สำหรับช่องโหว่นี้แล้วหรือไม่? ผู้โจมตีมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการ โจมตีแบบใดได้ผลและแบบใดไม่ได้ผล ดังนั้นองค์กรเองก็จำเป็นต้องมีข้อมูลเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากคะแนน CVSS แล้ว Vulnerability Manager Plus ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง เช่น ความพร้อมของ Exploit, อายุของช่องโหว่, จำนวนทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ, ประเภทของผลกระทบจาก CVE และความพร้อมของแพตช์ เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่สามารถถูกนำไป โจมตีได้จริงและมีผลกระทบสูง ยิ่งไปกว่านั้น คุณสามารถค้นหา CVE ID ที่ต้องการโดยตรง หรือใช้การกรองเพื่อมุ่งเน้นเฉพาะช่องโหว่ที่มีผลกระทบสูงเป็นพิเศษได้ ![Vulnerability Assessment in cybersecurity](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/vulnerabilities-list-view.png) Vulnerability Manager Plus ยังมาพร้อมฟีดข่าวด้านความปลอดภัยที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง รวบรวมบทความเกี่ยวกับช่องโหว่ล่าสุดที่ผู้โจมตีกำลังพูดถึง ทดสอบ หรือเริ่มนำไปใช้งานจริง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่และเอ็กซ์พลอยต์ที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง ยิ่งไปกว่านั้น มุมมอง Zero-day ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณมองเห็นช่องโหว่ที่กำลังถูกโจมตีจริงและช่องโหว่ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทันที ทำให้สามารถตอบสนองและจัดการความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ### แสดงประเด็นสำคัญได้ทันทีด้วย Dashboard Widgets ข้อมูลช่องโหว่ที่ถูกรวบรวมจากหลาย Endpoints จะถูกจัดเก็บและแสดงผลรวมในคอนโซลเดียวสำหรับการบริหารจัดการแบบศูนย์กลาง โดยจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบบริบทที่เข้าใจง่ายผ่าน Dashboard Widgets ช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้และทันเวลา Dashboard Widgets แบบโต้ตอบเหล่านี้ได้ รับการออกแบบมาเพื่อชี้นำความสนใจของคุณ ไปยังส่วนที่มีความเสี่ยงและน่ากังวลที่สุดภายในเครือข่ายของคุณ #### สรุประดับความรุนแรงของช่องโหว่: เชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดอันดับความรุนแรง ![Vulnerability Analysis Tool](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/vulnerability-analysis.png) อย่ามองข้ามความสำคัญของระดับความรุนแรง (Severity Rankings) เพราะนี่คือมาตรฐานสากลในการประเมินความเสี่ยงของช่องโหว่ รายงานสรุประดับความรุนแรงของช่องโหว่ (Vulnerability Severity Summary) จะช่วยให้คุณติดตามจำนวนช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขในแต่ละระดับความรุนแรงได้อย่างชัดเจน ทำให้คุณเห็นภาพรวมว่าช่องโหว่ระดับวิกฤต เช่น Remote Code Execution (RCE) ที่ถูกโจมตีได้ง่าย, การยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege), และช่องโหว่แบบแพร่กระจายได้เอง (Wormable) ยังเหลืออยู่ในเครือข่ายเท่าใดและยังไม่ได้รับการจัดการ ### ใช้ประโยชน์จากระบบแพตช์ในตัว เพื่อให้การแก้ไขช่องโหว่เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยความสามารถด้านการติดตั้งแพตช์ (Patching) ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงแพตช์กับช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ องค์กรสามารถดำเนินการแก้ไขช่องโหว่กับเครื่องที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้ทันที คุณสามารถกำหนดช่วงเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการติดตั้งแพตช์ได้ รวมถึงสามารถปรับแต่งขั้นตอนการติดตั้งแพตช์ได้ในทุกองค์ประกอบผ่านนโยบายการปรับใช้แพตช์ (Deployment Policies) ที่มีความยืดหยุ่น ระบบจะระบุอุปกรณ์หรือระบบปลายทางที่ได้รับผลกระทบโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ดูแลสามารถเพิ่มหรือลบเป้าหมายได้ตามต้องการ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสั่งให้ระบบติดตั้งแพตช์ซ้ำบนอุปกรณ์ที่ติดตั้งไม่สำเร็จได้หลายครั้งตามต้องการ รวมถึงสามารถเลือกรูปแบบการแจ้งเตือนสถานะการติดตั้งแพตช์ในความถี่ที่เหมาะสมกับรูปแบบการปฏิบัติงานขององค์กรได้อีกด้วย ![How to conduct Vulnerability Assessment](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/patch-management-workflow.png) แนวทางแบบบูรณาการสำหรับการจัดการช่องโหว่และการบริหารแพตช์นี้ ช่วยขจัดความจำเป็นในการใช้เอเจนต์หลายตัว ลดความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลที่ถ่าย โอนระหว่างโซลูชันหลากหลายระบบ ลดความล่าช้าในการแก้ไขช่องโหว่ ลดการทำงานแบบแยกส่วนที่ไม่จำเป็น (Silos) และลดความเสี่ยงของผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อน (False Positives) นอกจากนี้ Vulnerability Manager Plus [ยังเพิ่มศักยภาพให้คุณด้วยโมดูลการบริหาร](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/patch-management.html) แพตช์แบบแยกต่างหาก ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตามรอบการติดตั้งแพตช์ที่กำหนดไว้ ช่วยให้ทีมงาน IT สามารถมุ่งเน้นเวลามากขึ้นในการประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ### จะดูรายการ CVE ทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทางของฉันได้อย่างไร? Vulnerability Manager Plus มีมุมมอง Detected CVEs โดยเฉพาะ ซึ่งจะแสดงรายการ CVE ทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทางในเครือข่ายของคุณ เพียงเลือก CVE ที่ต้องการ จากนั้นคลิก Fix CVE ระบบจะสร้างงานติดตั้งแพตช์ (Patch Deployment Task) ให้กับเครื่องที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้ทันที ![Vulnerability Assessment Types](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/detected-cve-list.png) ### ฉันสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับช่องโหว่ในระบบรายเครื่องได้อย่างไร? เมื่อคลิกที่ระบบ ระบบจะแสดงมุมมองข้อมูลเชิงลึก (Drilled-down View) ซึ่งจัดกลุ่มช่องโหว่ของระบบดังกล่าวออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้: ![Vulnerability Assessment Checklist](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/drilled-down-view-of-assets.png) - ส่วน Software Vulnerabilities แสดงรายการช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ (OS) และแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนาภายนอก (Third-Party Applications) ที่มีการติดตั้งอยู่ในระบบ - ส่วน Server Vulnerabilities แสดงช่องโหว่ที่พบใน Web Server, ระบบฐานข้อมูล (Database) หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการคอนเทนต์ (Content Management Software) ที่มีการติดตั้งอยู่บนระบบ (ถ้ามี) - ส่วน Zero-day Vulnerabilities แสดงช่องโหว่ที่ถูกใช้งานโจมตีอยู่ในปัจจุบัน (Actively Exploited) และช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (Publicly Disclosed) ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบ ## วิธีดำเนินการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) เมื่อจำนวนช่องโหว่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การดำเนินการประเมินช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องทรัพยากรเครือข่ายขององค์กร แม้ว่าจะมีเครื่องมือสำหรับการประเมินช่องโหว่มากมาย แต่ความท้าทายสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญและทำให้กระบวนการประเมินเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ขั้นตอนที่แนะนำสำหรับการดำเนินการประเมินช่องโหว่ภายในเครือข่าย 1. **การสแกนทรัพยากรระบบที่อยู่ภายใต้การจัดการ (Managed Assets)** ก่อนเริ่มกระบวนการประเมินช่องโหว่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญและคัดเลือกระบบที่ต้องถูกสแกนเป็นลำดับแรก ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มีนโยบาย BYOD (Bring Your Own Device) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ ส่งผลให้จำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานทรัพยากรเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัย และผู้ดูแลระบบจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของ ระบบที่มีความสำคัญทางธุรกิจเป็นอันดับแรก (เช่น เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ POS เป็นต้น) เพื่อเข้ารับการสแกนช่องโหว่ [ส่วนระบบอื่นที่ใช้งานภายในองค์กร](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/articles/what-is-vulnerability-scanning.html) สามารถนำมาจัดลำดับความสำคัญเพิ่มเติมในรอบการสแกนถัดไปได้ [ManageEngine Vulnerability Manager Plus](https://www.manageengine.com/th/vulnerability-management/) ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกจัดลำดับความสำคัญ ของระบบที่ต้องทำการสแกนได้ด้วยตนเอง รวมถึงสามารถสั่งสแกนระบบทั้งหมดพร้อมกัน ได้จากคอนโซลส่วนกลาง 2. **การจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่** เมื่อทำการสแกนระบบและตรวจพบช่องโหว่แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่เพื่อดำเนินการแก้ไข (Mitigation) ตามหลักปฏิบัติทั่วไป ช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรง Critical หรือ High และอยู่ในระบบที่มีความสำคัญทางธุรกิจ (Business-critical systems) หรือระบบที่ให้บริการแก่ลูกค้าโดยตรง (Customer-facing Systems) ควรได้รับการแก้ไขเป็นลำดับแรก สำหรับช่องโหว่ที่เหลืออยู่ซึ่งมีระดับความรุนแรงต่ำกว่า หรือพบในระบบที่ใช้งานภายในองค์กร (Internal Systems) หรือระบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง สามารถวางแผนการแก้ไขในรอบถัดไปได้ 3. **การจัดทำรายงานประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Report)** หลังจากดำเนินการสแกน ตรวจพบ และจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ ในเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการจัดทำ รายงานการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Report) เพื่อแสดงภาพรวมสถานะของช่องโหว่ใน เครือข่ายต่อทีมงานภายในที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รายงาน System Health Reports ของ Vulnerability Manager Plus ช่วยแสดงภาพรวมสถานะความมั่นคงปลอดภัยปัจจุบันของเครือข่าย โดยทำการจัดลำดับระบบตามจำนวนและระดับความรุนแรงของช่องโหว่ที่ตรวจพบในแต่ละระบบ รายงานดังกล่าวช่วยให้สามารถมองเห็นสินทรัพย์ที่อยู่ในการบริหารจัดการได้อย่างชัดเจน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. **การบรรเทาและแก้ไขช่องโหว่ (Mitigating the Vulnerabilities)** เมื่อมีการจัดทำรายงานประเมินช่องโหว่และเผยแพร่ให้แก่ทีมงานภายในที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการดำเนินการแก้ไขและบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดจากช่องโหว่ดังกล่าว โดยขั้นตอนการแก้ไขอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของช่องโหว่ ตัวอย่างการดำเนินการประกอบด้วย การติดตั้งแพตช์ความปลอดภัย (Patch Deployment), การปรับแก้ค่าการตั้งค่าในระบบลงทะเบียน (Registry Changes), การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ใหม่หรือปรับแต่งค่าความปลอดภัยของระบบ (Server Configuration Hardening), การปรับปรุงนโยบายหรือความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Policy Enhancement), การปิดหรือควบคุมพอร์ตที่ไม่จำเป็นหรือมีความเสี่ยง (Closing/Restricting Open Ports), กระบวนการบรรเทาช่องโหว่มีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะไม่ถูกโจมตี และเพื่อรักษาระดับความมั่นคงปลอดภัยโดยรวมของโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ ## ประโยชน์ของการใช้เครื่องมือประเมินช่องโหว่ ManageEngine Vulnerability Manager Plus เป็นเครื่องมือประเมินช่องโหว่ที่ครอบคลุม เพียงตัวเดียวที่องค์กรของคุณจำเป็นต้องใช้ เพื่อแก้ไขความท้าทายที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการ [จัดการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ](https://www.manageengine.com/th/vulnerability-management/index.html?vulnerability-assessment) รายละเอียดต่อไปนี้แสดงสี่สถานการณ์ที่ผู้ดูแลระบบไอทีมักพบระหว่างการบริหารจัดการช่องโหว่ พร้อมแนวทางที่เครื่องมือประเมินช่องโหว่ของ ManageEngine ช่วยในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น: ### ช่องโหว่ความเสี่ยงสูงที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน พบช่องโหว่ที่มีระดับความเสี่ยงไม่เท่ากันใช่หรือไม่? ให้จัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่โดยพิจารณาจาก ความเป็นไปได้ในการถูกโจมตี (Exploitability) และ ผลกระทบที่เกิดขึ้น (Impact) และดำเนินการแก้ไข ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบขนาดเล็กหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยทำการติดตั้งแพตช์ล่าสุด ให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ### ช่องโหว่ที่สามารถแพตช์ได้ตามรอบการบำรุงรักษาที่กำหนด มีช่องโหว่มากเกินไปจนแพตช์ไม่ทันใช่ไหม? ด้วยระบบแพตช์ในตัว (Built-in Patching) คุณสามารถตั้งค่าให้กระบวนการแพตช์ทำงานอัตโนมัติตามรอบที่กำหนด เพื่อให้ Endpoint ของคุณได้รับทั้งแพตช์ด้านความปลอดภัยและแพตช์ทั่วไปอยู่เสมอ ช่วยลดภาระงานของทีมไอที ให้มีเวลามุ่งเน้นกับงานที่สำคัญจริง ๆ ได้มากขึ้น ### ช่องโหว่ที่จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมทดแทน (Compensating Controls) จนกว่าจะมีแพตช์แก้ไขอย่างเป็นทางการ Vulnerability Manager Plus นำเสนอชุดมุมมองเฉพาะสำหรับการระบุช่องโหว่ประเภท Zero-day หรือช่องโหว่ที่เปิดเผยสู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Work-arounds) เพื่อลดความเสี่ยงชั่วคราวก่อนที่แพตช์อย่างเป็นทางการจะถูกปล่อยออกมา นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ผู้ดูแลทราบสถานะของระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันที่หมดอายุแล้วหรือใกล้หมดอายุการสนับสนุน ซึ่งหมายความว่าจะไม่ได้รับแพตช์แก้ไขเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการอีกต่อไป ### ช่องโหว่ที่สามารถได้รับการยกเว้นจากการแพตช์ (Patch Exemptions) สามารถสร้างกลุ่มคอนฟิกเฉพาะ (Custom Groups) เพื่อแยกเซิร์ฟเวอร์ที่มีความพร้อมใช้งานสูง (High-availability Servers) และยกเว้นช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงต่ำกว่าออกจากเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการหยุดให้บริการ (Downtime) นอกจากนี้ สามารถใช้ความสามารถในการ ปฏิเสธแพตช์ (Decline Patch) สำหรับระบบ Production หากแพตช์นั้นมีปัญหา จนกว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะออกแพตช์เวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้ว หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทำ Vulnerability Assessment ของ ManageEngine สามารถเยี่ยมชมได้ที่ [ลิงก์นี้](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/vulnerability-assessment-process.html) ## แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) ![cisa cover](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/thumbnail-cisa.png) CISA เปิดเผย 30 ช่องโหว่ที่ถูกโจมตีมากที่สุดตั้งแต่ปี 2020 [Learn more](https://download.manageengine.com/ems/top-30-exploited-vulnerabilities-since-2020.pdf?vulnerability-assessment) ![essential-ebook-cover](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/thumbnail-seven.png) 7 คำถามสำคัญในการบริหารจัดการช่องโหว่ พร้อมคำอธิบาย [Learn more](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/essential-vulnerability-management-questions-answered-ebook.html?vulnerability-assessment) ![cpc-top-banner](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/thumbnail-int.png) 5 ประโยชน์หลักของการผสานระบบ Patch Management และ Vulnerability Management เข้าด้วยกัน [Learn more](https://blogs.manageengine.com/desktop-mobile/vulnerability-manager-plus/2021/03/03/5-reasons-integrated-patch-and-vulnerability-management-mitigates-risks-swiftly-and-efficiently.html) ![e-book cover](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/images/thumbnail-cvss.png) 6 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนของช่องโหว่อย่างมีประสิทธิผล [Learn more](https://blogs.manageengine.com/desktop-mobile/vulnerability-manager-plus/2020/10/19/6-top-risk-factors-to-triage-vulnerabilities-effectively.html) ## คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tools) ### Vulnerability Assessment (หรือ Vulnerability Analysis) คืออะไร? Vulnerability Assessment คือกระบวนการในการระบุ (Identifying), ประเมินระดับความรุนแรง (Quantifying) และจัดลำดับความสำคัญ (Prioritizing) ของช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้นภาย ในเครือข่ายขององค์กร จุดประสงค์ของการประเมินช่องโหว่ คือการช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาและจัดการกับช่องโหว่ได้ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้ประโยชน์ (Exploit) ### ทำไมองค์กรจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool)? จำนวนช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security Vulnerabilities) มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากช่องโหว่เหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจถูกผู้ไม่ประสงค์ดี (Cybercriminals) นำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ได้ น่าเสียดายที่ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่มีทรัพยากรหรือเวลาเพียงพอในการตรวจสอบและจัดการทุกช่องโหว่ด้วยวิธีการแบบแมนนวล ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีโซลูชันที่มุ่งเน้นการจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ (Prioritization-Focused Solution) เพื่อช่วยในการตรวจจับและแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ Vulnerability Assessment Tool เพื่อดำเนินการประเมินช่องโหว่แบบฉับพลัน (Spontaneous Vulnerability Analysis) และช่วยให้องค์กรมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่องโหว่ใดมีความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มถูกนำไปใช้โจมตี เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องสำคัญได้อย่างทันท่วงที ### เครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool) ทำงานอย่างไร? เครื่องมือประเมินช่องโหว่จะทำการสแกนช่องโหว่บนอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) เพื่อระบุจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น หลังจากดำเนินการวิเคราะห์ช่องโหว่ (Vulnerability Analysis) เครื่องมือจะประเมินระดับความเสี่ยงที่ช่อง โหว่แต่ละรายการก่อให้เกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญ ของช่องโหว่ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขก่อนเป็นลำดับแรก ### เครื่องมือประเมินช่องโหว่มีให้ใช้งานฟรีหรือไม่? ท่านสามารถทดลองใช้งานเครื่องมือประเมินช่องโหว่ของ ManageEngine ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 30 วันหลังการดาวน์โหลด และสำหรับองค์กรที่มีอุปกรณ์ไม่เกิน 25 เครื่อง สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ### วิธีประเมินช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย — รายการตรวจสอบการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Checklist) เครื่องมือประเมินช่องโหว่ส่วนใหญ่จะอ้างอิงตัวชี้วัดพื้นฐาน เช่น ระดับความรุนแรงของช่องโหว่ และคะแนนตามระบบ Common Vulnerability Scoring System (CVSS) เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หากต้องการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงของช่องโหว่ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยที่ลึกกว่าตัวชี้วัดพื้นฐานดังกล่าว ควรพิจารณารายการตรวจสอบต่อไปนี้เมื่อทำการวิเคราะห์ ช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย: - มีการเปิดเผยโค้ดโจมตี (Exploit) สำหรับช่องโหว่นี้ต่อสาธารณะแล้วหรือไม่? - ช่องโหว่นี้แฝงตัวอยู่ในอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) นานเพียงใด? - ช่องโหว่นี้สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ (Exploit) ได้ยากหรือง่ายเพียงใด? - ผู้ผลิต (Vendor) ได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วหรือไม่? - มีการใช้เครื่องมือประเมินช่องโหว่เพื่อสกัดข้อมูลเชิง ลึกจากข้อมูลการสแกนหรือไม่? - เครื่องมือประเมินช่องโหว่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยง (Mitigation Controls) ในกรณีที่ยังไม่มีแพตช์หรือไม่? - สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบเป็นระบบฐานข้อมูลหรือเว็บ เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลสำคัญและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจหลักหรือไม่? หากองค์กรของท่านพึ่งพาเครื่องมือประเมินช่องโหว่เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ควรกำหนดเป็นหลักปฏิบัติในการตรวจสอบว่าโซลูชันที่ใช้อยู่สามารถตอบโจทย์รายการตรวจสอบดังกล่าวได้หรือไม่ ### ประเภทของการประเมินช่องโหว่ (Types of Vulnerability Assessment) เมื่อดำเนินการประเมินและวิเคราะห์ช่องโหว่ แนะนำให้จัดกลุ่มตามประเภทของการประเมินเพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไข (Remediation) ได้อย่างรวดเร็ว โดยประเภทของการประเมินช่องโหว่สามารถจำแนกได้ดังนี้: 1. **การประเมินช่องโหว่ในระดับแอปพลิเคชัน (Application-based Vulnerability Assessment)** ใช้สำหรับตรวจสอบช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันที่ถูกติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์ปลายทางภายในเครือข่าย เช่น ช่องโหว่หรือข้อบกพร่องทั่วไปของแอปพลิเคชัน, ความมั่นคงปลอดภัยของ ฐานข้อมูล, การตั้งค่า (Configurations) ที่ผิดพลาด, โปรโตคอลด้านความปลอดภัยอื่น ๆ 2. **การประเมินช่องโหว่ในระดับเครือข่าย (Network-based Vulnerability Assessment)** มุ่งเน้นการสแกนอุปกรณ์ในเครือข่าย เช่น: Servers, Laptops, Routers, อุปกรณ์เครือข่ายอื่น ๆ เพื่อค้นหา: การตั้งค่าที่ไม่เหมาะสม (Misconfigurations), ระบบที่มีช่องโหว่หรือยังไม่ได้รับแพตช์ (Unpatched systems & software), ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้ประโยชน์ในการโจมตี 3. **การประเมินช่องโหว่ในระบบคลาวด์ (Cloud-based Vulnerability Assessment)** ใช้ในการสแกนและตรวจจับช่องโหว่ใน แอปพลิเคชันที่รันอยู่บน Cloud, ผู้ให้บริการ Cloud service providers, Cloud servers, ระบบที่ถูก deploy บน Cloud infrastructure ### ประโยชน์ของการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Benefits) - ตรวจพบภัยคุกคามที่สามารถถูกโจมตีได้ในระยะเวลาอันใกล้ และต้องการ การ มีส่วนร่วมจากผู้ใช้น้อยมากหรือแทบไม่ต้องมีเลย - ช่วยให้เข้าใจบริบทของช่องโหว่ เพื่อประเมินลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วน และระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น - จัดลำดับความสำคัญของการตอบสนอง (Response Prioritization) เช่น การออกแพตช์ (Patching) หรือการใช้วิธีบรรเทาความเสี่ยง (Mitigation Workarounds) - ที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เช่น HIPAA และ PCI DSS. - ลดผลกระทบจากการออกแพตช์ที่อาจรบกวนการดำเนินธุรกิจโดย [ซอฟต์แวร์ประเมินช่องโหว่](https://www.manageengine.com/vulnerability-management/vulnerability-assessment-software.html) ช่วยให้สามารถแยกแยะได้ว่า ช่องโหว่ใดมีแนวโน้มถูกโจมตีจริงและช่องโหว่ใดมีความสำคัญน้อยกว่า เพื่อเลื่อนการออกแพตช์ในประเด็นที่ ต้นทุนการแก้ไขสูงกว่าอัตราความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้น ### วิธีเลือกเครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool) ที่เหมาะสมที่สุด การเลือกเครื่องมือประเมินช่องโหว่อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายองค์กร ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่อไปนี้ ฟังก์ชันการทำงาน (Functionality) ครอบคลุมการตรวจจับ วิเคราะห์ และจัดลำดับความเสี่ยง, การรองรับการขยายระบบ (Scalability) สามารถรองรับจำนวนอุปกรณ์และระบบที่เพิ่มขึ้นได้, ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) อินเทอร์เฟซเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ลดภาระการทำงานของทีม, ความสามารถในการบูรณาการ (Integration) เชื่อมต่อกับระบบ IT/Security อื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น การสนับสนุนหลังการขาย (Support) มีบริการช่วยเหลือและคู่มือประกอบการใช้งานอย่างครบถ้วน ManageEngine Vulnerability Manager Plus ตอบโจทย์ตามเงื่อนไขทั้งหมดนี้ โดยมาพร้อมความสามารถด้านการประเมินช่องโหว่อย่างครบวงจร อินเทอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่าย และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยหลากหลาย