Data Loss Prevention (DLP): ปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรก่อนเกิดเหตุร้าย
ข้อมูลคือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุดขององค์กร ดังนั้นการสูญหาย เสียหายหรือ รั่วไหลส่งผลต่อองค์กรในหลายแง่มุมไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อมั่นของลูกค้า และ บทลงโทษทางกฎหมายจาก PDPA หรือ GDPR ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองทำให้หลายๆองค์กรจึงหันมาสนใจ Data Loss Prevention (DLP) เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาพวกนี้
Data Loss Prevention คืออะไร ?
Data loss prevention หรือ DLP คือระบบที่ช่วยใช้สำหรับการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม DLP จะตรวจจับ ควบคุมและ บล็อกการเคลื่อนไหวของข้อมูลสำคัญอย่าง หมายเลขบัตรประชาชน เลขบัตรเครดิต เอกสารทางการเงิน สัญญาทางธุรกิจ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เองการมี Data Loss Prevention(DLP) จึงมีบทบาทสำคัญในด้านการ การป้องกันล่วงหน้า, ตรวจจับและบล็อกก่อนเกิดเหตุ การปฏิบัติตามกฎหมาย และ การรักษาความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร
Data Loss Prevention (DLP) ทำงานอย่างไร?
การทำงานของ DLP ไม่ใช่แค่การบล็อกข้อมูล แต่เป็นระบบอัจฉริยะครอบคลุมในข้อมูลในทุกๆมุม โดยมีหลักๆสามขั้นตอนดังนี้
การระบุข้อมูล (Identify Sensitive Data) : DLP เริ่มจากระบุว่าข้อมูลไหนสำคัญ โดยสามารถระบุได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็น Keyword/Pattern Matching, Machine Learning Classification,Tagging & Labeling
การตรวจสอบและติดตาม (Monitor) : หลังจากที่ DLP รู้แล้วว่าข้อมูลไหนสำคัญ DLP จะจับตาดูข้อมูลเหล่านั้นว่า ถูกใครใช้ ที่ไหน และอย่างไรโดย DLP จะตรวจดูในทุกๆช่องทางไม่ว่าจะเป็น Network, Endpoint และ Cloud
การป้องกันและตอบสนอง (Protect) : เมื่อ DLP ความผิดปกติแล้ว ระบบจะทำการบล็อกเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกส่งออกต่อด้วยการแจ้งเตือน เพื่อส่ง notification ไปยังผู้ดูแลระบบเข้ารหัส เพื่อทำให้ไฟล์ไม่สามารถอ่านได้หากออกนอกองค์กรและสุดท้าย รายงานและสรุปเหตุการณ์ผิดปกติให้แผนกไอทีรับรู้
ด้วยกระบวนการที่ครอบคลุมทำให้ DLP สามารถตรวจจับความผิดปกติ, แก้ไขข้อผิดพลาด และป้องกันการก่อนเกิดปัญหาได้อย่างครอบคลุม

ประเภทของภัยคุกคาม
ภัยคุกคามต่อข้อมูลขององค์กร มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นภัยจากภายนอกอย่างแฮ็กเกอร์หรือภายในอย่างตัวพนักงานเองซึ่งภัยพวกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องมี DLP เพราะData Loss Prevention คือ สิ่งที่ช่วยป้องกันข้อมูลของเรา โดยภัยคุกคามเหล่านี้มีหลายประเภท ดังนี้
การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattacks) : เป็นการกระทำที่แฮกเกอร์พยายามแฮ็กข้อมูลพยายามเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูลหรือทำลายข้อมูล
มัลแวร์ (Malware) : ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทรกซึมและทำลายระบบของเหยื่อ มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น แอบเก็บข้อมูลผู้ใช้ (Spyware), ดักจับการพิมพ์รหัสผ่าน (Keylogger), ปลอมเป็นโปรแกรมปกติแต่ซ่อนโค้ดอันตรายไว้ภายใน (Trojan)
ความเสี่ยงจากบุคคลภายใน (Insider Risks) : เป็นภัยที่ไม่ได้เกิดจากแฮ็กเกอร์ภายนอก แต่เกิดขึ้นจากคนในองค์กรเอง ยกตัวอย่างเช่น พนักงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญแอบนำไปขายให้คู่แข่งมีทั้งแบบ ตั้งใจ (Malicious Insider) และ ไม่ตั้งใจ (Negligent Insider)ซึ่งมักตรวจพบได้ยากเพราะบุคคลเหล่านี้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอยู่แล้ว
ความเสี่ยงจากความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ (Unintentional Risks) : เป็นภัยที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น ส่งอีเมลผิด แนบไฟล์ผิดฉบับ, แชร์ข้อมูลไปยัง Cloud ส่วนตัว, ตั้งค่าการเข้าถึงไฟล์ผิดพลาด
ฟิชชิ่ง (Phishing) : มิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผ่านเว็บไซต์หรืออีเมล เช่น การส่งอีเมลแอบอ้างเป็นธนาคารหรือบริษัทขนส่ง พร้อมลิงก์ให้กรอกข้อมูลรหัสผ่านหรือบัตรเครดิต
แรนซอมแวร์ (Ransomware) : นับเป็นหนึ่งในภัยไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในปัจจุบัน แรนซัมแวร์จะเข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและทำการล็อคไฟล์เพื่อเรียกค่าไถ่
องค์กรแบบไหนที่ควรมี DLP
ในความเป็นจริง DLP ควรมีอยู่ในทุก ๆ บริษัท เพราะในทุกๆบริษัทมักจะมีข้อมูลที่มีความสำคัญและต้องถูกจับตามองมากกว่าปกติอยู่ แต่องค์กรที่ควรมี DLP เป็นพิเศษคือองค์กรประเภทที่มีการเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า หรือ คู่ค้า และเป็นองค์กรขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นเป็นพิเศษ โดยองค์กรเหล่านี้ได้แก่องค์กรประเภท การเงินและธนาคาร,โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข, บริษัทประกันภัยและสินเชื่อ, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยี, บริษัทผลิตหรือวิจัย (R&D, Manufacturing) และ องค์กรภาครัฐและการศึกษา
ข้อดีของการมี DLP (Data Loss Prevention)
ระบบ DLP ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างเป็นระบบ ทั้งลดความเสี่ยงการรั่วไหล เพิ่มการควบคุม และช่วยให้ทำงานสอดคล้องกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น โดยมีประโยชน์หลักดังนี้:
จำแนกและตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้อย่างเป็นระบบ
Data Loss Prevention คือ ตัวช่วย “จำแนกประเภทข้อมูล” เช่น ข้อมูลลูกค้า เลขบัตรประชาชน ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลลับของบริษัท
ทำให้รู้ว่าข้อมูลไหนสำคัญที่สุดและอยู่ในระบบใด
ลดความเสี่ยงจากการจัดการข้อมูลผิดประเภท และช่วยให้ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้เหมาะสมมากขึ้น
สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลใดบ้าง
ตรวจจับและบล็อกพฤติกรรมที่น่าสงสัย
DLP ตรวจพบการเคลื่อนย้ายข้อมูลผิดปกติ เช่น การคัดลอกข้อมูลไปยัง USB, การส่งไฟล์ออกนอกองค์กร หรือพยายามเข้าถึงไฟล์ที่ไม่มีสิทธิ์
หากพบความเสี่ยง ระบบสามารถบล็อกการกระทำทันที หรือแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ
ลดโอกาสเกิดเหตุร้าย ทั้งจากบุคคลภายนอกและบุคคลภายใน (Insider Threat)
ทำให้การจำแนกข้อมูลเป็นแบบอัตโนมัติ
ไม่จำเป็นต้องให้พนักงานจำแนกข้อมูลเอง (ซึ่งอาจผิดพลาดได้)
ระบบใช้ AI, Machine Learning หรือ pattern-based rules เพื่อตรวจจับข้อมูลสำคัญโดยอัตโนมัติ เช่น เลขบัตรเครดิต อีเมลลูกค้า
ทำให้การจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง และลดมนุษย์เป็นจุดอ่อน (Human Error)
ช่วยองค์กรปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย
- ช่วยให้องค์กรเป็นไปตามกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล เช่น PDPA, GDPR, HIPAA
- DLP มักมี policy template ตามกฎหมาย ทำให้ไม่ต้องเริ่มเขียนนโยบายใหม่จากศูนย์
- ลดความเสี่ยงการถูกปรับ ค่าชดเชย และผลกระทบต่อชื่อเสียงจากเหตุ Data Breach
ตรวจสอบและติดตามการใช้งานข้อมูลได้ละเอียด
บันทึก Log ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร เวลาใด ใช้ช่องทางไหน
ช่วยให้ตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลังได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหา
ทำให้ฝ่าย IT และ Security มองเห็นภาพรวมของข้อมูลทั้งหมดในองค์กร
เพิ่มการมองเห็นข้อมูลและควบคุมได้มากขึ้น
องค์กรรู้ตำแหน่งของข้อมูลสำคัญแบบครบวงจร (Data Visibility)
สามารถกำหนดนโยบายได้ตั้งแต่ระดับไฟล์ อีเมล อุปกรณ์ ไปจนถึง Cloud
ทำให้การจัดการข้อมูลเป็นระบบและช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
ดังนั้นจริง ๆ แล้ว Data Loss Prevention คือ“ระบบป้องกันความเสียหาย” ขององค์กร เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล ถูกขโมย หรือถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์ พร้อมเพิ่มความสามารถด้าน Compliance และลดความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ เครื่องมือด้านไอที
โซลูชั่น DLP สำหรับองค์กรมีอะไรบ้าง
การปกป้องข้อมูลองค์กรไม่ใช่เพียงแค่การตั้งกฎหรือการจำกัดสิทธิ์เท่านั้น แต่ต้องมี “ระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหลแบบครบวงจร (Data Loss Prevention Solutions)” ที่สามารถตรวจจับ ควบคุม และป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์ โซลูชัน DLP ที่ดีควรครอบคลุมตั้งแต่การจำแนกข้อมูล (Data Classification), การตรวจจับการเคลื่อนไหวของข้อมูล (Data Movement Monitoring), ไปจนถึงการควบคุมอุปกรณ์และการเข้าถึงข้อมูล (Access Control & Device Control) เพื่อป้องกันเหตุ Data Breach ทั้งจากบุคคลภายในและการโจมตีจากภายนอก
สำหรับองค์กรที่ต้องการระบบ DLP ที่ยืดหยุ่น ใช้งานง่าย และครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัยด้านข้อมูล แพลตฟอร์มของ ManageEngine ถือเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน ManageEngine มี 3 แพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยปกป้องข้อมูลในทุกจุดขององค์กร ตั้งแต่ Endpoint, File Server ไปจนถึงการควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยประกอบด้วย:
Endpoint DLP Plus : ป้องกันข้อมูลรั่วไหลจาก Endpoint แบบครบวงจร
Endpoint DLP Plus ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อมูลในเครื่องพนักงานและอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมด เช่น Laptop, Desktop และ Virtual Machines
ความสามารถ :
ตรวจจับข้อมูลสำคัญ (PII, PCI, PHI) ด้วย Data Discovery & Classification
บล็อกการส่งข้อมูลผ่านอีเมล, Browser, Cloud apps, USB และช่องทางต่าง ๆ
ควบคุมการเคลื่อนย้ายไฟล์ (File Transfer Control) แบบละเอียดระดับ policy
ป้องกันการคัดลอก Print Screen หรือการบันทึกข้อมูลผิดช่องทาง
Policy-based DLP ที่ตั้งค่าได้ลึก แต่ใช้งานง่ายสำหรับทีม IT
เหมาะสำหรับ: องค์กรที่ต้องการคุมข้อมูลที่ออกจาก Endpoint ทุกจุด
DataSecurity Plus : ปกป้องข้อมูลใน File Servers และติดตามการใช้งานข้อมูลแบบเรียลไทม์
DataSecurity Plus ช่วยให้องค์กร “เห็นทุกการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล” บน File Server, NAS และ Workstations พร้อมระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ
ความสามารถ:
File Audit: ตรวจสอบว่าใครเข้าถึงไฟล์ไหน เวลาใด ผ่านช่องทางใด
File Integrity Monitoring (FIM): ตรวจจับการแก้ไข ลบ เปลี่ยนสิทธิ์ไฟล์
Ransomware Detection: ตรวจพฤติกรรม ransomware และบล็อกทันที
Data Risk Assessment: วิเคราะห์ความเสี่ยงของไฟล์ที่มีข้อมูลอ่อนไหว
Visibility แบบ 360° สำหรับข้อมูลในระบบองค์กร
เหมาะสำหรับ: องค์กรที่ต้องปกป้องข้อมูลในไฟล์เซิร์ฟเวอร์และต้องลงทุนด้าน compliance
Device Control Plus : ควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วงเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลจาก USB และ External Devices
Device Control Plus เน้นการควบคุมพอร์ตและอุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกคัดลอกออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
ความสามารถ:
บล็อก/อนุญาต USB และ External Devices แบบกำหนดตามผู้ใช้หรือตำแหน่งงาน
Read-only Mode สำหรับ USB เพื่อป้องกันการคัดลอกข้อมูลออก
แจ้งเตือนเมื่อมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้องสงสัย
Audit Logs สำหรับตรวจสอบการใช้อุปกรณ์ย้อนหลัง
ป้องกัน Insider Threat และการคัดลอกข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ
เหมาะสำหรับ: องค์กรที่มีข้อมูลลับจำนวนมาก และต้องการคุม USB/External Devices อย่างเข้มงวด
ทั้งสามโซลูชันของ ManageEngine อย่าง Endpoint DLP Plus, DataSecurity Plus, และ Device Control Plus ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP) แบบครบวงจรที่ครอบคลุมทุกจุดของข้อมูลองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ในระบบ (Data-At-Rest), ข้อมูลที่กำลังถูกใช้งาน (Data-in-Use) หรือข้อมูลที่ถูกส่งต่อออกไปภายนอก (Data-in-Motion) โดย Endpoint DLP Plus ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อมูลจาก Endpoint, DataSecurity Plus ช่วยมอนิเตอร์และปกป้องข้อมูลใน File Server พร้อมตรวจจับ Ransomware แบบเรียลไทม์ และ Device Control Plus ช่วยปิดช่องโหว่ด้าน USB และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่อาจทำให้ข้อมูลถูกคัดลอกออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างรัดกุม ลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity และสนับสนุนการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านข้อมูลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.
ดังนั้นในยุคที่ข้อมูลคือทรัพย์อันล้ำค่าขององค์กร การรั่วไหลหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อข้อมูลเพียงนิดเดียวทรงผลด้านลบต่อองค์กรอย่างร้ายแรงไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อมั่นของลูกค้า, ชื่อเสียงขององค์กร หรือแม้แต่ก่อให้เกิดการละเมิดมาตรฐานสากลอย่าง PDPA หรือ GDPR ดังนั้นองค์กรจึงควรมี Data Loss Prevention (DLP) เพื่อทำหน้าที่ตรวจจับ ควบคุม และป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญหลุดออกจากระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
ปกป้องข้อมูลของคุณและทดลองให้เดโม่ฟรี 30 ได้ตั้งแต่วันนี้ด้วย Solution ที่น่าเชื่ออย่าง ManageEngine Data Loss Prevention Solutions : https://www.manageengine.com/data-loss-prevention-solutions.html
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand/

