ทำความเข้าใจ Dark Web เจาะลึกความลับในโลกอินเทอร์เน็ต

ในโลกที่การเชื่อมต่อเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง อินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่สิ่งที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของโลกออนไลน์ทั้งหมด หากคุณต้องการสำรวจโลกดิจิทัลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Deep Web และ Dark Web จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปกป้องข้อมูลขององค์กรในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ประเภทของ Website ในโลกอินเทอร์เน็ต

แม้ว่าเราจะรู้สึกว่า Search Engine อย่าง Google หรือ Yahoo สามารถหาคำตอบให้เราได้ทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วระบบนิเวศของอินเทอร์เน็ตนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่ตาเห็นมาก โดยสามารถแบ่งออกเป็นเลเยอร์ต่างๆ ตามระดับการเข้าถึง ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใครก็ได้เข้ามาค้นเจอ แต่ถูกจัดเก็บไว้ในส่วนที่เรียกว่า Non-visible Web เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าประเภทของ Website แบ่งเป็นอะไรบ้าง

Surface Web

หรือที่รู้จักกันในชื่อ Open Web คือชั้นที่มองเห็นได้ของอินเทอร์เน็ต หากเปรียบอินเทอร์เน็ตทั้งหมดเป็นภูเขาน้ำแข็ง Surface Web จะเป็นเพียงส่วนยอดที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้มีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด เว็บไซต์สาธารณะเหล่านี้เข้าถึงได้ผ่านเบราว์เซอร์มาตรฐานอย่าง Google Chrome, Microsoft Edge หรือ Firefox โดยมักจะใช้โดเมนยอดนิยมอย่าง .com หรือ .org หัวใจสำคัญที่ทำให้เราค้นหาเว็บไซต์เหล่านี้ได้ง่ายคือกระบวนการ Indexing ของ Search Engine ที่ใช้การ Crawling หรือการไต่ไปตามลิงก์ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลมาแสดงผลนั่นเอง

Deep Web คืออะไร และทำไมถึงมีขนาดใหญ่ที่สุด

ขยับลงมาใต้ผิวน้ำ เราจะพบกับพื้นที่มหาศาลที่เรียกว่า Deep Web ซึ่งครองสัดส่วนถึง 90% ของเว็บไซต์ทั้งหมดบนโลกอินเทอร์เน็ต พื้นที่ส่วนนี้มีขนาดใหญ่มากจนยากจะระบุจำนวนที่แน่นอนได้ และเป็นส่วนที่เครื่องมือค้นหาทั่วไปไม่สามารถเข้าไปจัดทำ Index ข้อมูลได้ ทำให้เนื้อหาเหล่านี้ไม่ปรากฏในผลการค้นหาปกติ

แม้สื่อหลายแห่งมักจะสับสนและใช้คำว่า Deep Web กับ Dark Web สลับกัน แต่ความจริงแล้วเนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้นถูกกฎหมายและปลอดภัย โดยมีองค์ประกอบหลักคือ:

  • Databases: ฐานข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับเว็บภายนอก ต้องค้นหาจากภายในระบบเท่านั้น
  • Intranets: เครือข่ายภายในขององค์กร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานรัฐ
  • Private Accounts: เราทุกคนล้วนใช้งาน Deep Web อยู่แล้ว เช่น การเช็ค Online Banking, อีเมลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการแพทย์ตามข้อกำหนด HIPAA ข้อมูลเหล่านี้ถูกปกป้องไว้ด้วยรหัสผ่านเพื่อไม่ให้ Search Engine เข้ามา Crawl ได้ แต่ในส่วนที่ลึกที่สุดของเลเยอร์นี้ คุณจะเริ่มพบกับความเสี่ยงที่เรียกว่า Darkweb

Darkweb คืออะไร: พื้นที่นิรนามใต้เงามืด

Darkweb คือ ชั้นล่างสุดของอินเทอร์เน็ตที่ถูกซ่อนไว้โดยเจตนา ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านเบราว์เซอร์ปกติ และต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะอย่าง Tor ในการเข้าใช้งาน พื้นที่นี้มอบสถานะ Anonymity หรือการไม่เปิดเผยตัวตนที่สมบูรณ์ ทำให้ เว็บมืด Dark web กลายเป็นแหล่งที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น การซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล อาวุธ ยาเสพติด หรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลจากการโจมตีแบบ Ransomware

Dark Web มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

ความจริงแล้วเว็บไซต์ส่วนใหญ่บนนั้นมีหน้าตาที่เรียบง่ายอย่างมาก โดยเน้นไปที่ความเร็วและการรักษาความลับ มากกว่าความสวยงาม 

ลักษณะเฉพาะของหน้าเว็บไซต์ใน Darkweb มีดังนี้:

  • ชุด URL เฉพาะตัว: เว็บไซต์จะลงท้ายด้วย .onion ซึ่งเป็นชุดตัวอักษรและตัวเลขแบบสุ่มยาวๆ ที่ไม่สามารถค้นหาผ่าน Google ได้ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องรู้ที่อยู่โดยตรงหรือค้นหาจาก Directories เฉพาะทาง
  • การนำทางที่จำกัด: เนื่องจากไม่มีการทำ Index ลิงก์จำนวนมากจึงมักหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้การท่องเว็บในนี้มีความเสี่ยงสูง
  • ความเรียบง่าย: พื้นหลังมักเป็นสีเรียบๆ และเน้นช่องทางเข้าใช้งาน เช่น Login หรือรายการสินค้า เพื่อลดเวลาในการโหลดผ่านเครือข่าย Tor และช่วยให้ผู้ดูแลระบบซ่อนตัวตนได้ดีขึ้น

ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง Dark Web

จุดเริ่มต้นของ Darkweb และเครือข่าย Tor (The Onion Routing) นั้นมาจากโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยห้องปฏิบัติการวิจัยของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (U.S. Naval Research Laboratory) เพื่อเป้าหมายในการสื่อสารที่ปลอดภัยและไม่สามารถถูกติดตามได้ แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง ทำให้ใครก็สามารถเข้าถึงพื้นที่นี้ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชญากรหรือเจ้าหน้าที่รัฐอีกต่อไป

Dark Web ผิดกฎหมายหรือไม่

ในทางเทคนิคแล้ว การเข้าใช้งาน เว็บมืดไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายโดยตรง และยังมีประโยชน์ในด้านการปกป้องเสรีภาพและการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวในประเทศที่มีการปิดกั้นสื่ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ยังคงเป็นพื้นที่สีเทา เพราะการไม่เปิดเผยตัวตนกลายเป็นดาบสองคมที่เอื้อให้อาชญากรใช้ทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ การค้ามนุษย์ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ ดังนั้นการเข้าไปโดยไม่มีความรู้ด้านเทคนิคที่เพียงพอจึงอาจนำมาซึ่งปัญหาทางกฎหมายและความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ภัยคุกคามและความเสี่ยงของ Dark Web

Dark Web เป็นที่รู้จักในด้านความเป็นส่วนตัวจากการเข้ารหัสข้อมูล แต่ผู้ใช้งานควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบางส่วนเป็นแหล่งรวมของกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมไซเบอร์ ภายในปี 2020 นักวิจัยพบว่าเนื้อหาผิดกฎหมาย เช่น สื่อความรุนแรง โฆษณาชวนเชื่อสุดโต่ง ตลาดซื้อขายผิดกฎหมาย ยาเสพติด และการสนทนาเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ มีอยู่ประมาณ 57% ของ Dark Web และในปี 2023 สินค้าดิจิทัลผิดกฎหมายที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ บัญชี Crypto currency ข้อมูลเข้าสู่ระบบธนาคารออนไลน์ และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์

  • กิจกรรมผิดกฎหมาย: มีเว็บไซต์จำนวนมากบน Dark Web ที่เป็นแหล่งรวมของกิจกรรมอาชญากรรม เช่น ตลาดซื้อขายยาเสพติด อาวุธ เอกสารปลอม และสินค้าผิดกฎหมายอื่น ๆ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและรัฐบาลอาจติดตามเว็บไซต์เหล่านี้ และแม้การเข้าถึงโดยไม่ตั้งใจอาจส่งผลทางกฎหมายได้
  • Scams และการฉ้อโกง: หนึ่งในความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดคือการหลอกลวง ตลาดซื้อขายบน Dark Web บางแห่งอาจเป็นของปลอม ผู้ใช้อาจชำระเงินแต่ไม่ได้รับสินค้า มิจฉาชีพมักมุ่งเป้าไปยังผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือหายาก จึงควรระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • Uncertain anonymity: แม้ Dark Web จะให้ความเป็นส่วนตัวผ่านเครื่องมืออย่าง Tor แต่ไม่ได้ปลอดภัย 100% หน่วยงานรัฐ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และอาชญากรไซเบอร์สามารถติดตามทราฟฟิกและใช้เทคนิคเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้ได้ในบางกรณี
  • Malware: เว็บไซต์จำนวนมากบน Dark Web อาจติดตั้งมัลแวร์ ไวรัส ซอฟต์แวร์ติดตาม หรือแรนซัมแวร์ลงในอุปกรณ์ของผู้ใช้ ซึ่งสามารถขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือทำลายความปลอดภัยได้ ผู้ใช้งานควรป้องกันตนเอง เช่น ใช้โซลูชัน SIEM (Security Information and Event Management) และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดหรือลิงก์ที่น่าสงสัย
  • Ransomware: โมเดล Ransomware-as-a-Service (RaaS) เป็นรูปแบบที่พบได้มากบน Dark Web กลุ่มอาชญากรไซเบอร์รายใหญ่ เช่น LockBit และ BlackCat จะพัฒนาแรนซัมแวร์ ขณะที่พันธมิตรจะเป็นผู้ดำเนินการโจมตี โดยมักเริ่มจากการเข้าถึงระบบผ่านข้อมูลรับรองที่ถูกขโมย
  • Botnet: เครือข่ายของอุปกรณ์ที่ถูกควบคุมสามารถถูกใช้ในการโจมตี DDoS ส่งสแปม หรือขุดคริปโต ตัวอย่างบอตเน็ตยอดนิยม เช่น Mirai และ Qakbot ใช้ช่องโหว่ของอุปกรณ์ IoT หรือระบบที่มีรหัสผ่านอ่อนแอ นอกจากนี้ Dark Web ยังมีเครื่องมือและบริการสำหรับสร้างหรือเช่าบอตเน็ต ทำให้แม้แต่ผู้โจมตีที่มีทักษะน้อยก็สามารถเข้าถึงได้
  • ภัยคุกคามและความเสี่ยงอื่น ๆ: ที่พบบ่อย ได้แก่ Backdoors Trojan Horses Keyloggers และการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin เป็นต้น

การมอนิเตอร์ Dark Web มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างไร

อาชญากรไซเบอร์ใช้ Darkweb เป็นฐานปฏิบัติการหลักในการซื้อขาย Credentials และข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมยมา ซึ่งการทำ Dark Web Monitoring คือกระบวนการเฝ้าระวังเครือข่ายที่ถูกซ่อนไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจจับว่าข้อมูลสำคัญขององค์กรหลุดไปอยู่ในตลาดมืดหรือไม่

การมอนิเตอร์จะช่วยให้องค์กรเห็นสัญญาณการโจมตีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การพบหมายเลขบัตรเครดิตหรืออีเมลของพนักงานถูกประกาศขาย ทำให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้รวดเร็วก่อนที่จะเกิดความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับ เว็บไซต์มืด อย่างเป็นระบบ

และแม้ว่า Dark web หรือ เว็บไซต์มืด จะเป็นเพียงส่วนน้อยของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้ หากข้อมูลขององค์กรหลุดไปอยู่ในมือแฮกเกอร์และถูกนำไปขายต่อให้ผู้ที่เสนอราคาสูงสุด เพื่อป้องกันความเสียหาย ธุรกิจในปัจจุบันจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับแนวทาง Dark Web Monitoring เพื่อเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลในพื้นที่ที่มองไม่เห็นเหล่านี้

ManageEngine Log360 รับมือภัยคุกคามจาก Dark Web ได้ล่วงหน้า

ในการปกป้องข้อมูลในยุคปัจจุบัน องค์กรต้องการมากกว่าแค่โปรแกรมสแกนไวรัส แต่ต้องการ Dark web monitoring tools ที่มีประสิทธิภาพอย่าง ManageEngine Log360 ซึ่งเป็นโซลูชัน SIEM แบบรวมศูนย์ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในเชิงรุก

ด้วยความสามารถของ Log360 คุณจะได้รับประโยชน์ดังนี้:

darkweb darkweb คือ dark web monitoring dark web monitoring tools เว็บมืด เว็บมืด dark web เว็บไซต์มืด deep web darkweb darkweb คือ dark web monitoring dark web monitoring tools เว็บมืด เว็บมืด dark web เว็บไซต์มืด deep web

  • Continuous Monitoring: ทำงานร่วมกับ Constella Intelligence เพื่อเฝ้าระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (PII) และ Credentials บน Darkweb ได้ตลอดเวลา
  • Compliance Ready: ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่าง GDPR, DORA และ NIS 2 ที่เน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ
  • Real-time Defense: รับการแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบสัญญาณของ Account Takeover หรือ Phishing ช่วยให้ทีม IT สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

การนำเทคโนโลยี Dark web monitoring มาใช้ผ่าน Log360 จะช่วยให้คุณมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดของอินเทอร์เน็ต และเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรได้อย่างยั่งยืน ลงทะเบียนทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้แล้วที่นี่

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand