SSL คืออะไร? เปรียบเทียบ DV, OV และ EV
SSL คืออะไร
ssl คือ เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตที่ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกดักฟัง แก้ไข หรือปลอมแปลงระหว่างการส่งผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันไม่ใช่สายตรงจากเครื่องผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นเครือข่ายที่ข้อมูลต้องวิ่งผ่านอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น Router, ISP, Gateway, Cloud และโหนดต่าง ๆ ซึ่งทุกจุดล้วนมีโอกาสถูกแทรกแซงได้
เมื่อไม่มี SSL ข้อมูลที่ถูกส่ง เช่น รหัสผ่านหรือข้อมูลบัตรเครดิต จะอยู่ในรูปแบบ Plain Text หมายความว่าผู้โจมตีที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เช่น Wi-Fi ร้านกาแฟ โรงแรม หรือสนามบิน สามารถดักจับและอ่านข้อมูลนั้นได้ทันที แต่เมื่อใช้ SSL ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสตั้งแต่อุปกรณ์ของผู้ใช้ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง ต่อให้มีใครดักจับได้ ข้อมูลก็จะอยู่ในรูปของรหัสที่ไม่สามารถถอดออกได้หากไม่มี Private Key
ในโลกธุรกิจไทย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเว็บร้านค้าออนไลน์ ธนาคาร และระบบ ERP หรือ HR บน Cloud หากไม่มี SSL การเข้าสู่ระบบของพนักงาน การโอนเงิน หรือการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าจะเปิดช่องให้เกิดการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle ได้ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าและการละเมิด PDPA
ในบริบทของปี 2026 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุค Digital Trust Economy อย่างเต็มรูปแบบ ssl คือ ไม่ใช่แค่เรื่องไอที แต่คือรากฐานของความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานกำกับดูแล
เปรียบเทียบ SSL แบบ DV, OV และ EV
SSL ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่แบ่งระดับตาม “ความเข้มข้นของการยืนยันตัวตน” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
DV หรือ Domain Validation เป็นระดับพื้นฐานที่สุด โดยผู้ให้บริการจะตรวจสอบเพียงว่า ผู้ขอ SSL เป็นเจ้าของโดเมนนั้นจริง เช่น มีสิทธิ์แก้ไข DNS หรือไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์ DV เหมาะกับเว็บไซต์ส่วนตัว บล็อก หรือเว็บทดลอง เพราะถึงแม้จะเข้ารหัสได้ แต่ไม่ได้ยืนยันว่า “ใคร” เป็นเจ้าของเว็บนั้น
OV หรือ Organization Validation เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบตัวตนของบริษัท เช่น ชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และที่อยู่ ซึ่งเหมาะกับธุรกิจ SME ในไทย ร้านค้าออนไลน์ หรือ SaaS ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้า
EV หรือ Extended Validation เป็นระดับสูงสุด โดย CA จะตรวจสอบองค์กรอย่างละเอียด และเมื่อใช้งานแล้ว ชื่อบริษัทจะปรากฏบนแถบ URL ของเบราว์เซอร์ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ธนาคารในไทยหรือแพลตฟอร์ม FinTech จะใช้ EV เพื่อป้องกันการฟิชชิ่งและเว็บปลอม
สำหรับ CISO และ CTO ในองค์กร การเลือกประเภท SSL จึงไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของ Risk Management และ Brand Trust
ใบรับรอง SSL/TLS คืออะไร
SSL Certificate คือ “บัตรประชาชนดิจิทัล” ของเว็บไซต์ มันยืนยันกับเบราว์เซอร์ว่าคุณกำลังคุยกับเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นตัวจริง ไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์ปลอม
ตัวอย่างเช่น หากมีเว็บปลอมที่เลียนแบบหน้า Login ของธนาคารในไทย เว็บนั้นอาจมีดีไซน์เหมือนของจริงทุกอย่าง แต่ไม่สามารถมี SSL Certificate ที่ออกโดย CA ในนามธนาคารได้ เบราว์เซอร์จะเตือนทันทีว่าเว็บไซต์นี้ไม่น่าเชื่อถือ
นี่คือเหตุผลที่ ssl คือ เกราะป้องกันฟิชชิ่งที่ผู้ใช้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ทำไมใบรับรอง SSL/TLS จึงมีความสำคัญ
การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
ในโลกธุรกิจไทย ข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบออนไลน์ไม่ ใช่แค่ username กับ password แต่รวมถึงเลขบัตรประชาชน รายได้ เลขบัญชี ประวัติสุขภาพ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหมด หากข้อมูลเหล่านี้ถูกดักฟัง จะถือเป็นการละเมิด PDPA และสร้างความเสียหายต่อองค์กรทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียง
ลองนึกถึงระบบ HR ของบริษัทไทยที่พนักงานใช้ผ่านเว็บ หากไม่มี SSL พนักงานที่เชื่อมต่อจากบ้าน ร้านกาแฟ หรือ Co-working space อาจถูกดักข้อมูลเงินเดือนหรือบัตรประชาชนได้ทันที แต่เมื่อใช้ SSL ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสตั้งแต่ Browser ถึง Server ต่อให้ถูกดักก็อ่านไม่ออก
นี่คือเหตุผลที่ ssl คือ กลไก Data Protection ที่สำคัญที่สุดของ Digital Thailand
การเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า
ลูกค้าไทยในปัจจุบันรู้จักคำว่า “เว็บปลอม” ดีขึ้นมาก หากเข้าเว็บแล้วไม่มี HTTPS หรือมีคำเตือน “Not Secure” โอกาสปิดหน้าเว็บทันทีสูงมาก
ใน E-commerce ความเชื่อมั่น = รายได้ เว็บที่ไม่มี SSL จะมี Conversion ต่ำกว่าเว็บที่ใช้ HTTPS อย่างชัดเจน เพราะผู้ใช้ไม่กล้าใส่ข้อมูลบัตรเครดิต
SSL จึงไม่ใช่แค่เรื่อง IT แต่เป็นเรื่อง Revenue และ Brand Trust
การสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด
PDPA ของไทยกำหนดให้องค์กรต้องใช้มาตรการทางเทคนิคเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การไม่เข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตอาจถือเป็น “ความประมาท”
องค์กรที่ใช้ SSL สามารถแสดงให้ผู้ตรวจสอบเห็นได้ทันทีว่ามีมาตรการพื้นฐานด้านความปลอดภัย
หลักการสำคัญของเทคโนโลยีใบรับรอง SSL/TLS คืออะไร
การเข้ารหัสข้อมูล
SSL ใช้เทคนิคการเข้ารหัสแบบ Asymmetric และ Symmetric ผสมกัน
กุญแจสาธารณะ (Public Key)
Public Key คือกุญแจที่ทุกคนเห็นได้ ใช้สำหรับเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ เปรียบเหมือน “กล่องจดหมาย” ใครก็หย่อนจดหมายเข้าได้
กุญแจส่วนตัว (Private Key)
Private Key อยู่ที่เซิร์ฟเวอร์เท่านั้น ใช้เปิดกล่องเพื่ออ่านข้อมูล ถ้าไม่มีคีย์นี้ ต่อให้ดักข้อมูลได้ก็ถอดไม่ได้
การยืนยันตัวตน
SSL ทำให้ Browser รู้ว่ากำลังเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรจริง ไม่ใช่ Hacker ที่ตั้ง Proxy ปลอม
ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature)
CA ใช้ลายเซ็นดิจิทัลรับรองว่าใบรับรองไม่ถูกปลอมแปลง หากถูกแก้ไขแม้แต่บิตเดียว เบราว์เซอร์จะเตือนทันที
ใครเป็นผู้ตรวจสอบและออกใบรับรอง SSL/TLS
CA เช่น DigiCert, GlobalSign, Sectigo เปรียบเสมือน “กรมการปกครองของอินเทอร์เน็ต” ที่ออกบัตรประชาชนให้เว็บไซต์
ใบรับรอง SSL/TLS มีอายุการใช้งานนานเท่าใด
ปัจจุบันสูงสุดประมาณ 13 เดือน เพื่อลดความเสี่ยง หากหมดอายุแล้ว เว็บจะถูกเตือนทันที ทำให้ระบบองค์กรล่มได้ในไม่กี่นาที
ใบรับรอง SSL/TLS ประกอบด้วยข้อมูลอะไรบ้าง
มีชื่อโดเมน ชื่อองค์กร กุญแจ Public Key และลายเซ็นของ CA
ใบรับรอง SSL/TLS ทำงานอย่างไร
กระบวนการ SSL/TLS Handshake
Browser ขอเชื่อมต่อ → เซิร์ฟเวอร์ส่งใบรับรอง → Browser ตรวจสอบ CA → สร้างกุญแจลับ → เริ่มเข้ารหัส
กุญแจเซสชัน (Session Key)
ใช้เข้ารหัสข้อมูลตลอดการเชื่อมต่อ ทำให้เร็วและปลอดภัย
มีใบรับรอง SSL/TLS ประเภทใดบ้าง
ในโลกธุรกิจจริง องค์กรไม่ได้มีแค่ “เว็บเดียว” แต่มีระบบย่อยจำนวนมาก เช่น เว็บหลัก เว็บร้านค้า API, ระบบ HR, Partner Portal และ Mobile App Backend ซึ่งแต่ละแบบต้องการ SSL ที่เหมาะสม
Single-Domain SSL ใช้กับเว็บไซต์เดียว เช่น www.company.co.th เหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก
Wildcard SSL ใช้กับโดเมนหลักและ subdomain ทั้งหมด เช่น *.company.co.th เหมาะกับองค์กรที่มีหลายระบบ เช่น hr.company.co.th, shop.company.co.th, portal.company.co.th
Multi-Domain SSL ใช้กับหลายโดเมนในใบเดียว เช่น company.co.th, company.net, company.co.th/api เหมาะกับองค์กรที่มีหลายแบรนด์หรือหลายภูมิภาค
นี่คือเหตุผลที่ CTO ต้องรู้ว่า SSL คือ โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ปลั๊กอินเว็บไซต์
กุญแจและกระบวนการ Handshake ของใบรับรอง
Handshake ทำหน้าที่เหมือนการ “จับมือ” ระหว่าง Browser กับ Server เพื่อยืนยันตัวตนและตกลงวิธีเข้ารหัส ถ้ากระบวนการนี้ถูกแทรกแซง แฮกเกอร์สามารถทำ Man-in-the-Middle ได้
ในระบบองค์กร เช่น Online Banking หรือระบบโรงพยาบาล Handshake ที่ไม่ปลอดภัยอาจนำไปสู่การขโมย Session และเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยหรือบัญชีลูกค้า
SSL/TLS กับการท่องเว็บอย่างปลอดภัย
ในยุคฟิชชิ่งของไทย เว็บปลอมมีหน้าตาเหมือนเว็บจริงมาก SSL คือเส้นแบ่งระหว่าง “เว็บจริง” กับ “เว็บหลอก”
Chrome, Edge และ Safari ใช้ SSL เป็นตัวตัดสินความปลอดภัย หากไม่มี SSL จะขึ้น Not Secure ทันที
การขอรับใบรับรอง SSL/TLS มาตรฐาน
องค์กรสามารถขอ SSL จาก CA โดยตรง หรือใช้ระบบบริหารจัดการใบรับรองแบบศูนย์กลาง
ในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล หรือ Marketplace จะมี SSL หลายร้อยใบ หากใบใดใบหนึ่งหมดอายุ ระบบอาจล่มทั้งแพลตฟอร์ม
นี่คือจุดที่ ManageEngine Key Manager Plus เข้ามามีบทบาท ช่วยให้องค์กรไทย
มองเห็น SSL ทั้งหมดในที่เดียว
แจ้งเตือนก่อนหมดอายุ
ควบคุมกุญแจและการเข้ารหัส
สอดคล้อง PDPA และ ISO 27001
ในโลกที่ข้อมูลคือทรัพย์สิน SSL คือ ด่านแรกของความปลอดภัย และ ManageEngine คือผู้ดูแลด่านนั้นให้แข็งแกร่ง
ทดลองใช้ ManageEngine PAM360 ฟรี 30 วัน
ขอ >>> Free Demo <<<<สำหรับทีม IT & Security หรือ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.manageengine.com/th/privileged-access-management/