Top tips: เกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลคุณหลังจากลบแอปไปแล้ว?

Top tips คือคอลัมน์รายสัปดาห์ที่นำเสนอเทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกเทคโนโลยี พร้อมแชร์วิธีช่วยให้คุณได้อัปเดตความรู้ได้ก่อนใคร
สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับการลบแอป เหตุผลว่าทำไมการลบแอปออกจากโทรศัพท์ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลของคุณจะหายไป และวิธีป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณถูกนำไปใช้หลังจากที่คุณกดถอนการติดตั้ง
เคยเป็นมั้ย ระหว่างจ้องหน้าจอโฮมสกรีนของโทรศัพท์ตัวเองก็พบว่ามันดูรกไปหมด มีแอปที่ไม่ได้เปิดใช้มาหลายเดือน การแจ้งเตือนพื้นที่เก็บข้อมูลเครื่องเต็ม และความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองจากที่ใกล้ ๆ
คุณเลยตัดสินใจเริ่มเคลียร์ทุกอย่าง
คืนนั้นเองขณะเลื่อนหน้าจอ คุณกลับเห็นโฆษณาสินค้าที่เคยค้นหาผ่านแอปช้อปปิ้งที่ลบไปแล้ว สินค้าชิ้นเดิม สีเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน
ทั้งที่ลบแอปไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม มันยังคงตามหลอกหลอน
ตอนนั้นเองที่คุณฉุกคิดได้ว่าคุณแค่ลบแอปออกจากโทรศัพท์ แต่แอปเหล่านั้นไม่ได้ลบ “คุณ” ออกไป
การลบแอปไม่ได้หมายความว่าข้อมูลของคุณจะหายไปด้วยเสมอ ในหลายกรณี ข้อมูลของคุณยังคงถูกเก็บไว้ ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ เพื่อนำไปแชร์ วิเคราะห์ และบางครั้งก็โผล่มาให้เห็นในเวลาที่คุณคาดไม่ถึง
1. การลบแอปไม่ได้เท่ากับการลบข้อมูล
ก่อนลบแอป ลองใช้เวลาสักนิดเพิ่อตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปนั้น มองหาหัวข้อที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูล (Data Retention) การลบข้อมูล (Data Deletion) หรือการแชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สาม (Third-Party Sharing) สิ่งนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้นว่าข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้นานแค่ไหน และใครบ้างที่อาจเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้การลบแอปไม่ได้เท่ากับการลบข้อมูล
ขั้นตอนที่ควรทำ:
ค้นหานโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปผ่านเว็บไซต์หรือในการตั้งค่าแอป หากเนื้อหาคลุมเครือ ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่า ข้อมูลของคุณอาจยังถูกเก็บอยู่ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว คุณสามารถติดต่อบริษัทโดยตรงเพื่อสอบถามวิธีจัดการข้อมูลหลังการลบแอป คุณยังสามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของแอปบนอุปกรณ์ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง หรือรายชื่อผู้ติดต่อ ก่อนทำการถอนการติดตั้ง
รู้หรือไม่?
แอปบน iOS ถึง 72.6% มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
"แอปฟรี" มีแนวโน้มเก็บและรักษาข้อมูลของคุณมากกว่าแอปแบบเสียเงินถึง 4 เท่า แม้หลังจากถูกลบไปแล้ว
2. คุณสามารถขอให้ลบข้อมูลของคุณออกทั้งหมดได้
เพื่อจัดการกับข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจหลงเหลืออยู่ อย่าทำแค่ลบแอปหรือถอนการติดตั้ง แต่ควรขอโดยตรงกับบริษัทให้ลบข้อมูลของคุณออก มองหาตัวเลือก “Delete my data” หรือ ติดต่อทีมสนับสนุนของบริษัทนั้น และอย่าลืมขอเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น
ขั้นตอนที่ควรทำ:
ส่งอีเมลสั้น ๆ หรือใช้เครื่องมือในระบบ(หากมี) เพื่อขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ อย่าลืมระบุถึงสิทธิของคุณตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
รู้หรือไม่:
มีเพียง 23% ของผู้ใช้สมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ ที่รู้สึกว่าตนเองควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้
และมีเพียง 3% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาเข้าใจกฎหมายความเป็นส่วนตัวและสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการลบแอปอย่างแท้จริง
3. หลังลบแอปแล้ว อย่าลืมสังเกตร่องรอยการติดตามที่หลงเหลืออยู่
หลังลบแอป ลองตรวจสอบอุปกรณ์และบัญชีของคุณ มองหาสัญญาณที่บ่งบอกว่าข้อมูลของคุณอาจยังถูกใช้งานอยู่ เช่น การเห็นโฆษณาแบบเจาะกลุ่มของแอปที่ลบไปแล้ว หรือยังได้รับอีเมลและการแจ้งเตือนจากบริษัทนั้น
ขั้นตอนที่ควรทำ:
ยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงของแอปผ่านการตั้งค่าโทรศัพท์ เช่น การเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง รายชื่อ หรือกล้อง ยกเลิกการเชื่อมต่อบัญชีใด ๆ ที่แอปเคยใช้งาน จากนั้นทำการตรวจสอบความเป็นส่วนตัวผ่านเครื่องมือที่มีอยู่ในระบบหรือแดชบอร์ดออนไลน์ เช่น Google’s Privacy Checkup, Apple’s App Privacy Report หรือการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของ App Store เพื่อทบทวนและปรับการควบคุมความเป็นส่วนตัวของคุณ
รู้หรือไม่?:
แอปส่งอาหารและโซเชียลมีเดียมีการติดตามข้อมูลผู้ใช้เฉลี่ยมากกว่า 20 จุดข้อมูลต่อคน
ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่แม้จะลบแอปไปแล้ว เว้นแต่คุณจะลบด้วยตนเองหรือร้องขอให้ลบออก
แค่กดลบไม่ได้ทำให้เรื่องจบ
ตอนที่เริ่มจัดระเบียบหน้าจอเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่าง คุณกำลังปลดตัวเองออกจากกับดักบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าการลบแอปจะช่วยได้ แต่ก็ไม่ใช่ขั้นตอนเดียว การตรวจสอบว่ามีการเก็บข้อมูลอะไรไว้บ้าง ขอให้ลบข้อมูลทั้งหมด และจัดการการเชื่อมโยงบัญชีให้เรียบร้อย ขั้นตอนเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถช่วยได้มากในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคุณย้อนกลับมาสร้างปัญหาในภายหลัง
เพราะในโลกปัจจุบัน การรักษาความเป็นส่วนตัวต้องทำมากกว่าแค่การกดถอนการติดตั้ง
ติดตามข่าวสาร และเนื้อหาน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Facebook & LinkedIn: ManageEngine Thailand