2FA คืออะไร ทำความเข้าใจระบบที่ช่วยปกป้องบัญชีและข้อมูลในองค์กร
ในยุคดิจิทัลที่องค์กรและผู้ใช้งานต้องพึ่งพาระบบออนไลน์ในการทำงานและเข้าถึงข้อมูลสำคัญมากขึ้น ความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป แม้ว่าการตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเริ่มนำระบบ 2FA (Two-Factor Authentication) หรือระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนมาใช้ เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับการเข้าถึงบัญชีและระบบต่าง ๆ โดยแนวคิดของ คือการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบตัวตนอีกหนึ่งชั้น นอกเหนือจากรหัสผ่านที่ผู้ใช้ตั้งไว้ ทำให้ผู้ไม่หวังดีไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ง่าย แม้ว่าจะทราบรหัสผ่านก็ตาม
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า 2FA คืออะไร, วิธีการทำงานของระบบยืนยันตัวตนสองขั้นตอนมีลักษณะอย่างไร รวมถึงเหตุผลว่าทำไมองค์กรยุคใหม่จึงควรนำระบบ Two-Factor Authentication มาใช้เพื่อเสริมความปลอดภัยของข้อมูลและระบบไอทีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2FA คืออะไร
2FA (Two-Factor Authentication) คือกระบวนการยืนยันตัวตน ที่เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบ โดยกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตนมากกว่าหนึ่งขั้นตอนก่อนจะสามารถเข้าถึงบัญชีหรือระบบได้ แนวคิดของ 2 Factor Authentication คือการใช้ “ปัจจัยยืนยันตัวตน” อย่างน้อยสองประเภทเพื่อยืนยันว่าผู้ที่กำลังเข้าสู่ระบบเป็นเจ้าของบัญชีจริง
โดยทั่วไป การเข้าสู่ระบบแบบดั้งเดิมมักใช้เพียง รหัสผ่านซึ่งถือเป็นปัจจัยประเภท “สิ่งที่ผู้ใช้รู้” แต่หากรหัสผ่านถูกขโมยหรือรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีอาจสามารถเข้าถึงบัญชีได้ทันที ระบบ Two-Factor Authenticationจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มชั้นการป้องกันอีกระดับหนึ่ง โดยการทำงานของ Two-Factor Authentication จะอาศัยการผสมผสานของการยืนยันตัวตน จากหลายประเภท เช่น สิ่งที่ผู้ใช้รู้ (Something You Know) ได้แก่ รหัสผ่านหรือ PIN, สิ่งที่ผู้ใช้มี (Something You Have) เช่น รหัส OTP ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ Security Key และ สิ่งที่ผู้ใช้เป็น (Something You Are) เช่น ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้า
เมื่อมีการเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างน้อยสองปัจจัยจากหมวดหมู่เหล่านี้ก่อนจึงจะสามารถเข้าถึงบัญชีหรือระบบได้ วิธีการนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การขโมยรหัสผ่านหรือการโจมตีแบบ Phishing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าผู้ไม่หวังดีจะทราบรหัสผ่านก็ตาม ระบบก็ยังต้องมีการตรรวจสอบเพิ่มเติมก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลหรือบริการต่าง ๆ ได้ ทำให้ 2FA กลายเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยที่องค์กรและแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วโลกนำมาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญในยุคดิจิทัล
ระบบ 2FA ทำงานอย่างไร
การทำงานของระบบ 2 Factor Authentication คือการเพิ่มขั้นตอน การตรวจสอบ อีกหนึ่งระดับหลังจากผู้ใช้กรอกรหัสผ่าน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่กำลังเข้าสู่ระบบเป็นเจ้าของบัญชีจริง แม้ว่ารหัสผ่านจะถูกเปิดเผยหรือถูกขโมย ผู้ไม่หวังดีก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติมจากอีกหนึ่งปัจจัย โดยขั้นตอนการทำงานของ 2FA โดยทั่วไปสามารถอธิบายได้ดังนี้
- Step 1: ผู้ใช้เข้าสู่ระบบด้วย Username และ Password
ผู้ใช้เริ่มต้นด้วยการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านตามปกติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยประเภท Something You Know หรือสิ่งที่ผู้ใช้รู้
- Step 2: ระบบตรวจสอบข้อมูลเข้าสู่ระบบ
ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องของ Username และ Password หากข้อมูลถูกต้อง ระบบจะดำเนินการไปยังขั้นตอนการตรวจสอบ ชั้นที่สอง
- Step 3: ระบบส่งรหัสหรือขอการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
ระบบจะส่งรหัส OTP (One-Time Password) ไปยังโทรศัพท์มือถือ Email หรือให้ผู้ใช้เปิดแอปพลิเคชัน Authenticator หรือใช้อุปกรณ์ Security Key เพื่อทำการตรวจสอบ
- Step 4: ผู้ใช้กรอกรหัสหรือยืนยันตัวตน
ผู้ใช้ต้องกรอกรหัส OTP หรือทำการยืนยันผ่านวิธีที่ระบบกำหนด เช่น การสแกนลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือการแตะ Security Key
- Step 5: ระบบอนุญาตให้เข้าถึงบัญชีหรือระบบ
เมื่อยืนยันตัวตนทั้งสองขั้นตอนสำเร็จ ระบบจะอนุญาตให้ผู้ใช้เข้าสู่บัญชีหรือเข้าถึงระบบได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ Two-Factor Authentication ช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยในการใช้งานระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของวิธีการ 2FA
ระบบ 2FA สามารถนำไปใช้งานได้ผ่านหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความปลอดภัยที่ต้องการและความสะดวกในการใช้งานของผู้ใช้ โดยแต่ละวิธีจะใช้การตรวจสอบ ที่แตกต่างกัน เช่น รหัสที่ส่งไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้ แอปพลิเคชันสำหรับสร้างรหัสยืนยัน หรือเทคโนโลยีชีวมิติ ปัจจุบันองค์กรและแพลตฟอร์มออนไลน์มักเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับระบบของตนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
OTP (One-Time Password)
หนึ่งในวิธีการของ Two-Factor Authentication ที่พบได้บ่อยคือการส่ง OTP (One-Time Password) ผ่าน SMS หรือ Email เมื่อผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบ ระบบจะส่งรหัสแบบใช้ครั้งเดียวไปยังโทรศัพท์มือถือหรืออีเมลที่ลงทะเบียนไว้ ผู้ใช้จะต้องนำรหัสดังกล่าวมากรอกเพื่อทำขั้นตอน การยืนยันตัวตน ให้สมบูรณ์ วิธีนี้ได้รับความนิยมเพราะใช้งานง่ายและไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์เพิ่มเติม
Authenticator Apps
อีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน 2FA คือการใช้ Authenticator Apps เช่น Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator แอปพลิเคชันเหล่านี้จะสร้างรหัส OTP แบบชั่วคราวที่เปลี่ยนทุก ๆ ระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ใช้ต้องเปิดแอปเพื่อดูรหัสและนำมากรอกในขั้นตอนการตรวจสอบ วิธีนี้มีความปลอดภัยมากกว่า OTP ผ่าน SMS เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาการส่งข้อความผ่านเครือข่ายโทรศัพท์
การยืนยันตัวตนแบบชีวมิติ หรือ Biometric
การใช้ข้อมูลชีวมิติเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น การสแกนลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือการสแกนม่านตา ข้อมูลชีวมิติเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ทำให้ยากต่อการปลอมแปลงและช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
Security Token หรือ Security Key
Security Token หรือ Security Key เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กที่ใช้ใน Two-Factor Authenticationโดยผู้ใช้จะต้องเสียบอุปกรณ์เข้ากับคอมพิวเตอร์หรือแตะผ่านเทคโนโลยี NFC หรือ USB เพื่อยืนยันการเข้าสู่ระบบ วิธีนี้มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากต้องมีอุปกรณ์จริงอยู่กับผู้ใช้ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น Phishing หรือการขโมยข้อมูลบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของ 2FA
การนำระบบ 2FA มาใช้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีผู้ใช้และระบบไอทีขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการเพิ่มขั้นตอน การยืนยันตัวตน อีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากรหัสผ่าน ทำให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงบัญชีหรือข้อมูลสำคัญได้ยากขึ้น แม้ว่าจะทราบรหัสผ่านของผู้ใช้ก็ตาม โดยประโยชน์สำคัญ มีดังนี้
- ป้องกันการโดนแฮ็ก : หนึ่งในประโยชน์หลัก คือช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กบัญชี หากรหัสผ่านของผู้ใช้ถูกขโมยหรือรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีจะยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที เพราะยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบในปัจจัยที่สอง เช่น รหัส OTP หรือการยืนยันผ่านอุปกรณ์ของผู้ใช้
- ลดโอกาสเกิด Phishing : การโจมตีแบบ Phishing มักใช้วิธีหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลบัญชี เช่น Username และ Password เมื่อมีการใช้งาน 2FA แม้ว่าผู้โจมตีจะได้รหัสผ่านไป ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ง่าย เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในขั้นตอนที่สอง
- เพิ่มความปลอดภัยให้ข้อมูล : Confidential สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางธุรกิจ หรือระบบภายใน การใช้ 2FA ช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้
- สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ : การมีระบบ 2 Factor Authentication ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าบัญชีและข้อมูลของตนได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในบริการออนไลน์หรือระบบองค์กรที่ต้องจัดการข้อมูลสำคัญ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระบบดิจิทัลในระยะยาว
วิธีการใช้ 2FAในองค์กรของคุณ
องค์กรสามารถเริ่มต้นนำระบบ Two-Factor Authentication มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบและข้อมูลสำคัญได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
ระบุระบบสำคัญที่ควรเปิดใช้งาน 2FA
เริ่มต้นด้วยการพิจารณาระบบที่มีความสำคัญต่อองค์กร เช่น ระบบ Email ระบบ VPN ระบบ Cloud หรือระบบจัดการข้อมูลภายใน จากนั้นกำหนดให้ระบบเหล่านี้ต้องมีการเปิดใช้งานเพื่อเพิ่มการตรวจสอบ และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
เลือกวิธีการตรวจสอบที่เหมาะสมกับองค์กร
องค์กรควรเลือกวิธี การยืนยันตัวตน ที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานของพนักงาน เช่น การใช้ OTP ผ่าน Authenticator Apps การใช้ Security Key หรือการใช้ Biometric โดยควรคำนึงถึงทั้งระดับความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งาน
กำหนดนโยบายการใช้งานในองค์กร
ควรกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยให้ชัดเจน เช่น การบังคับใช้ 2FA สำหรับการเข้าถึงระบบสำคัญ การเข้าถึงจากภายนอกองค์กร หรือการใช้งาน Remote Access
ให้ความรู้และอบรมพนักงานเกี่ยวกับการใช้งาน 2FA
การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน และความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของบัญชีจะช่วยให้พนักงานเข้าใจขั้นตอนการใช้งาน และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อองค์กรมีการวางแผนและนำ 2 Factor Authentication มาใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยของระบบไอที ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี และช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีและข้อเสียของ 2FA
แม้ว่า Two-Factor Authentication จะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีผู้ใช้และระบบขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำระบบ 2FA มาใช้งานก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา องค์กรจึงควรทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของระบบนี้ เพื่อเลือกวิธีการใช้งานที่เหมาะสมกับลักษณะของระบบและผู้ใช้งาน
ข้อดีของ Two-Factor Authentication | ข้อเสียของ Two-Factor Authentication |
|---|---|
เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบ เนื่องจากต้องผ่านการยืนยันตัวตนมากกว่าหนึ่งขั้นตอน | เพิ่มขั้นตอนในการเข้าสู่ระบบ ทำให้ผู้ใช้ต้องใช้เวลาในการล็อกอินมากขึ้น |
ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กบัญชี แม้ว่ารหัสผ่านจะถูกขโมยหรือรั่วไหล | ผู้ใช้จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือ Security Key |
ช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น Phishing หรือ Credential Theft | หากผู้ใช้สูญเสียอุปกรณ์ที่ใช้ยืนยันตัวตน อาจทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ |
เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานและช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กร | การติดตั้งและบริหารจัดการระบบ 2FA อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับองค์กร |
ความแตกต่างระหว่างระบบ 2FA และ MFA
ก่อนจะทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง 2FA และ MFA ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า MFA (Multi-Factor Authentication) คืออะไร โดย MFA คือกระบวนการที่ใช้ปัจจัยมากกว่าหนึ่งประเภทในการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้งานก่อนอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ ปัจจัยเหล่านี้อาจประกอบด้วยสิ่งที่ผู้ใช้รู้ เช่น รหัสผ่าน สิ่งที่ผู้ใช้มี เช่น โทรศัพท์มือถือหรือ Security Key และสิ่งที่ผู้ใช้เป็น เช่น ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้า
ในทางปฏิบัติ 2FA (Two-Factor Authentication) ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ MFA โดย 2FA จะใช้การตรวจสอบ 2 ขั้นตอน เช่น รหัสผ่านร่วมกับรหัส OTP หรือการสแกนลายนิ้วมือ ในขณะที่ MFA สามารถใช้ปัจจัยได้มากกว่าสองรูปแบบเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบ
โดยสรุป ความแตกต่างหลักระหว่างสองระบบนี้คือจำนวนปัจจัยในการยืนยันตัวตน ซึ่ง 2FA ใช้สองปัจจัยในการตรวจสอบตัวตน ส่วน MFA สามารถใช้ตั้งแต่สองปัจจัยขึ้นไป ทำให้ MFA มีความยืดหยุ่นและสามารถเพิ่มระดับความปลอดภัยได้มากขึ้นตามความต้องการขององค์กร
โซลูชันการรักษาความปลอดภัยของสำหรับการใช้งาน 2fa
การนำระบบ 2FA หรือ Two-Factor Authentication มาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในองค์กร จำเป็นต้องมีโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ช่วยบริหารจัดการความปลอดภัยของผู้ใช้งานได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในองค์กรที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากหรือมีการเข้าถึงระบบจากหลายอุปกรณ์และหลายสถานที่ โซลูชันด้านการจัดการตัวตนและการเข้าถึงระบบ หรือ Identity and Access Management จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมและเพิ่มความปลอดภัยให้กับกระบวนการ 2FA

หนึ่งในโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ 2FA มาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ ManageEngine ADSelfService Plus ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการรหัสผ่านและการตรรวจสอบหลายปัจจัย (MFA) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเข้าถึงระบบภายในองค์กร ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดนโยบายการใช้งาน 2FA สำหรับการล็อกอินเข้าสู่ระบบ Windows, VPN, Cloud Applications หรือระบบสำคัญอื่น ๆ ได้จากศูนย์กลางเดียว
นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังรองรับวิธีการ การยืนยันตัวตน ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น OTP ผ่านโทรศัพท์มือถือ Authenticator Apps หรือการยืนยันผ่านอุปกรณ์อื่น ๆ ทำให้องค์กรสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับการใช้งานของพนักงานได้ พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การขโมยรหัสผ่านหรือการโจมตีแบบ Phishing
สำหรับองค์กรที่ต้องการทดลองใช้งาน สามารถทดลองใช้ ManageEngine ADSelfService Plus ได้ฟรี30 วัน เพื่อทดสอบความสามารถของระบบในการช่วยเพิ่มความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้และการจัดการ 2FA ภายในองค์กร ก่อนตัดสินใจนำไปใช้งานจริงในระยะยาว ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความเหมาะสมของโซลูชันกับสภาพแวดล้อมด้านไอทีของตนได้อย่างมั่นใจได้ที่นี่
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand