IoT คืออะไร เทคโนโลยีที่ควรเรียนรู้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดขององค์กร

เมื่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ Smart phone อีกต่อไป แต่ขยายตัวเข้าไปสู่ “สิ่งของ” รอบตัวเรา แนวคิดของ Internet of Things (IoT) จึงถือกำเนิดขึ้น และกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลยุคใหม่ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เทคโนโลยี IoT หรือ ระบบ IoT คืออะไร และใช้งานกับอะไรได้บ้าง

เทคโนโลยี IoT คืออะไร

IoT หรือ Internet of Things คือเครือข่ายของอุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อ และสื่อสารถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์คอยสั่งงานทุกขั้นตอน อุปกรณ์เหล่านี้ฝังเซ็นเซอร์ ชิปประมวลผล และเทคโนโลยีสื่อสารไว้ภายใน ทำให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน หรือกับระบบคลาวด์ได้แบบเรียลไทม์

กล่าวง่าย ๆ IoT คือการทำให้ “อุปกรณ์” สามารถสื่อสารกันเบื้องหลังได้ตัวอย่างเช่น

  • Smart watch ส่งข้อมูลอัตราการเต้นหัวใจไปยัง Smart phone
  • เครื่องซักผ้าแจ้งเตือนเมื่อซักเสร็จ
  • รถยนต์ส่งสัญญาณให้ประตูโรงรถเปิดอัตโนมัติเมื่อใกล้ถึงบ้าน

แตกต่างจากอดีตที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเพียงเครื่องมือรับ–ส่งข้อมูล IoT ทำให้อุปกรณ์สามารถ เก็บข้อมูล ตัดสินใจ และตอบสนองได้อย่างชาญฉลาด ก่อให้เกิดระบบ Smart ต่าง ๆ เช่น Smart Home, Smart Grid, Smart Transportation และ Smart Device ที่เราเห็นในปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ IoT เติบโตอย่างรวดเร็วคือ การพัฒนาชิปประมวลผลราคาประหยัด และเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง ส่งผลให้ปัจจุบันมีอุปกรณ์หลายพันล้านชิ้นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

IoT สำคัญอย่างไรในโลกปัจจุบัน

แม้ความสะดวกสบายจะเป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของ IoT แต่ผลกระทบที่แท้จริงนั้นลึกซึ้งกว่านั้น เพราะ IoT ไม่ได้เพียงลดจำนวน “คลิก” ในชีวิตประจำวัน แต่ช่วยลดภาระการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่สะสมจนกลายเป็นความเครียด ทำให้ผู้คนมีเวลาและพลังงานไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า

ในระดับที่ใหญ่ขึ้น IoT ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือระบบไฟถนนอัจฉริยะที่ใช้ LED ร่วมกับเซ็นเซอร์และระบบควบคุมแบบปรับอัตโนมัติ ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับระบบเดิม

ในภาคการเกษตร ระบบรดน้ำอัจฉริยะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลความชื้นในดินแบบเรียลไทม์ เพื่อรดน้ำเฉพาะเมื่อจำเป็น ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

IoT จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเพื่อความสะดวก แต่เป็นกลไกสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดในยุคดิจิทัล

IoT ทำงานอย่างไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ระบบ IoT โดยทั่วไปทำงานผ่านกระบวนการเก็บรวบรวม ประมวลผล และแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่:

อุปกรณ์อัจฉริยะ

อุปกรณ์ เช่น โทรทัศน์ กล้องรักษาความปลอดภัย หรืออุปกรณ์ออกกำลังกาย จะเก็บข้อมูลจากสภาพแวดล้อมหรือพฤติกรรมการใช้งาน จากนั้นส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังระบบหรือแอปพลิเคชัน IoT

แอปพลิเคชัน IoT

ซอฟต์แวร์และบริการที่รวมข้อมูลจากอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วใช้ AI หรือ Machine Learning วิเคราะห์เพื่อสร้างการตัดสินใจ จากนั้นส่งคำสั่งกลับไปยังอุปกรณ์ให้ตอบสนองอย่างเหมาะสม

ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก

ผู้ใช้สามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์ผ่านแอปพลิเคชันมือถือหรือเว็บไซต์ เช่น การลงทะเบียนอุปกรณ์ ตั้งค่า และตรวจสอบสถานะการทำงาน

ตัวอย่างของอุปกรณ์ IoT มีอะไรบ้าง

IoT ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายบริบท ตั้งแต่บ้าน รถยนต์ ไปจนถึงเมืองและอาคารเชิงพาณิชย์

Smart Car

รถยนต์สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบภายในรถหรือ Gateway เฉพาะ โดยรวบรวมข้อมูลจากคันเร่ง เบรก ความเร็ว และเชื้อเพลิง เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่และสภาพรถ

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • บริหารจัดการรถเช่าและเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิง
  • ติดตามพฤติกรรมการขับขี่ของบุตรหลาน
  • แจ้งเตือนอุบัติเหตุอัตโนมัติ
  • คาดการณ์การบำรุงรักษาล่วงหน้า

Smart Home

Smart Home ใช้ IoT เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย เช่น เต้ารับไฟฟ้าอัจฉริยะThermostat เซ็นเซอร์ควัน กล้องวงจรปิด และระบบล็อกประตู

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ปิดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานอัตโนมัติ
  • บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า
  • ค้นหาสิ่งของที่หาย
  • ทำงานบ้านแบบอัตโนมัติ

Smart City

รัฐบาลใช้ IoT ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน 

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ตรวจวัดคุณภาพอากาศ
  • ลดพลังงานผ่านไฟถนนอัจฉริยะ
  • ตรวจสอบสภาพถนนและสะพาน
  • จัดการที่จอดรถอย่างมีประสิทธิภาพ

Smart Building

อาคารพาณิชย์และมหาวิทยาลัยใช้ IoT ในการบริหารจัดการภายในอาคาร

จุดประสงค์การใช้งาน:

  • ลดการใช้พลังงาน
  • ลดต้นทุนบำรุงรักษา
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่

โดยองค์ประกอบของ Smart Building มีดังนี้:

  • Smart Control System คือระบบที่ใช้เซ็นเซอร์เก็บข้อมูลและสั่งงานอุปกรณ์ภายในอาคารแบบอัตโนมัติ เช่น ไฟฟ้าและแอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนพลังงาน
  • Smart Energy Management System ใช้ข้อมูลการใช้พลังงานและสภาพแวดล้อมมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมความยั่งยืน
  • Smart Security System ผสานกล้อง เซ็นเซอร์ และ AI เพื่อยกระดับการตรวจจับและแจ้งเตือนภัย ทำให้อาคารมีความปลอดภัยและตอบสนองต่อความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยี IoT มีอะไรบ้าง

ระบบ IoT อาศัยเทคโนโลยีสำคัญหลายประเภท

1. การประมวลผล Edge

ประมวลผลข้อมูลใกล้แหล่งกำเนิด ลดเวลาแฝง และเพิ่มความเร็วตอบสนอง

2. การประมวลผลบนระบบคลาวด์

จัดเก็บและจัดการข้อมูลจากอุปกรณ์จำนวนมาก

3. แมชชีนเลิร์นนิง

วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ทั้งบนคลาวด์และ Edge

ทำความรู้จัก Industrial Internet of Things (IIoT)

Industrial Internet of Things (IIoT) คือโครงข่ายของเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ตรวจวัด และระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมผ่านอินเทอร์เน็ต เครือข่ายดังกล่าวทำให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เชิงลึก และปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มผลผลิตพร้อมทั้งลดต้นทุนทั้งในกระบวนการผลิตและการให้บริการ

ในบริบทของ IIoT ระบบอุตสาหกรรมหมายถึงระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่ผสานการทำงานระหว่างอุปกรณ์ เครื่องจักร และบุคลากรผู้ควบคุมกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นในสายการผลิต งานด้านโลจิสติกส์ หรือระบบกระจายสินค้าขนาดใหญ่

ปัจจุบัน IIoT ถูกนำไปใช้มากในภาคการผลิต การขนส่ง และพลังงาน โดยในปี 2019 มีมูลค่าการลงทุนทั่วโลกสูงกว่า 300 พันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2025

ในระยะเวลาอันใกล้ การขยายตัวของ IIoT จะผลักดันให้เกิดการใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น โคบอท ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง รวมถึงโซลูชันบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

จากข้อมูลของ Oxford Economics ระบุว่า Industrial Internet of Things (IIoT) สามารถส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่คิดเป็น 62% ของ GDP ในประเทศกลุ่ม G20 อุตสาหกรรมเหล่านี้ ได้แก่ ภาคการผลิต พลังงาน และอาหาร การประยุกต์ใช้ IIoT ในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญด้านผลิตผล และนวัตกรรมในทศวรรษหน้า

ข้อแตกต่างระหว่าง IIoT และ IoT

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง IoT กับ IIoT คือ IoT มุ่งตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคทั่วไป ขณะที่ IIoT ให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในพื้นที่การผลิต ตัวอย่างของ IoT ฝั่งผู้บริโภค ได้แก่ อุปกรณ์ Smart home ผู้ช่วยอัจฉริยะ เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพ

การประยุกต์ใช้และโซลูชันของ IIoT

การใช้ยานพาหนะอัตโนมัติ

การขนส่งชิ้นส่วนไปยังโรงงานหรือสินค้าไปยังคลัง สามารถใช้ยานพาหนะอัตโนมัติที่ตรวจจับสิ่งกีดขวางและเคลื่อนที่ภายในโรงงานได้อย่างปลอดภัย

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร

เครื่องจักรที่หยุดทำงานหมายถึงการสูญเสียรายได้ ด้วยเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลข้อมูล สามารถเพิ่มอัตราการใช้งานเครื่องจักรได้อย่างเหมาะสม

การลดความผิดพลาดของมนุษย์

แม้ว่ามนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่อุปกรณ์ที่ใช้จะเชื่อมต่อกับระบบเพื่อลดความผิดพลาดและประหยัดเวลา

การพัฒนาโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า

สินค้าที่จัดเก็บสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ รวมถึงตรวจสอบอุณหภูมิและสภาพแวดล้อม เช่น การกระจายวัคซีน COVID-19

การลดอุบัติเหตุ

อุปกรณ์สวมใส่ เช่น แว่นตา สายรัดข้อมือ และถุงมือ สามารถเก็บข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน เช่น ตำแหน่ง ความใกล้ชิดกับเครื่องจักร อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ และความดันโลหิต เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

IoT มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง

  1. ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น องค์กรสามารถพัฒนาแคมเปญการตลาดที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า

  2. เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกและการลงมือปฏิบัติด้วย AI และ ML
    ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ รวมถึงแนวโน้มจากอดีต สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ในอนาคตได้ ตัวอย่างเช่น การผสานข้อมูลการรับประกันเข้ากับข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ IoT สามารถช่วยคาดการณ์เหตุการณ์ซ่อมบำรุงล่วงหน้า ทำให้องค์กรสามารถให้บริการเชิงรุกและเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  3. ยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
    การเฝ้าติดตามทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและกายภาพอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับผลลัพธ์ และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากระบบติดตามภายในสถานที่สามารถผสานกับข้อมูลเวอร์ชันของฮาร์ดแวร์และเฟิร์มแวร์ เพื่อกำหนดตารางอัปเดตระบบโดยอัตโนมัติ

  4. ขยายขีดความสามารถของโซลูชันได้อย่างยืดหยุ่น
    เทคโนโลยี IoT สามารถนำไปปรับใช้ในรูปแบบที่มุ่งเน้นประสบการณ์ลูกค้า เพื่อเพิ่มระดับความพึงพอใจ ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถเติมสินค้าอัตโนมัติสำหรับสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดสต็อกและรักษาความต่อเนื่องของการขาย

อนาคตของเทคโนโลยี IoT

คลื่นลูกใหม่ของ IoT ไม่ได้เน้นเพียงเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ แต่เน้นทำให้อุปกรณ์ ฉลาด ปลอดภัย และตรวจสอบได้มากขึ้น คาดว่า IoT อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลกได้ระหว่าง 5.5–12.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2030 ดังนั้นเราจึงรวบรวมแนวโน้มทั้ง 3 ด้านที่มีความเกี่ยวข้องกับ IoT ในอนาคต

AI และ IoT

การเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ IoT ทำให้องค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกระดับละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินงานได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงาน ผลิตภาพ คุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ

องค์กรเริ่มนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้พัฒนาและขับเคลื่อนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตนเอง ด้วยการผสาน AI เข้ากับระบบ ธุรกิจสามารถทำให้กระบวนการทำงานเป็นอัตโนมัติมากขึ้น และยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ปีที่ผ่านมาได้เห็นโซลูชัน IoT ที่มีความสามารถด้าน Edge Processing เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

โซลูชันเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถประมวลผล AI ใกล้กับเซนเซอร์หรือแอคชูเอเตอร์มากขึ้น ลดความต้องการด้านการเชื่อมต่อ และช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นภายในระบบ Internet of Things อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ IoT ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมและแอปพลิเคชันที่หลากหลายมากขึ้น

จริยธรรม กฎหมาย และความเป็นส่วนตัว

ขณะเดียวกัน กฎหมายและข้อกำกับด้านข้อมูลจะเข้มงวดขึ้น ทำให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน ไม่ใช่เพียงตัวเลือกเสริม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคตระหนักถึงความเสี่ยงของ IoT มากขึ้น ตามรายงานของ Gartner เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา ความท้าทายทางสังคมและจริยธรรมก็ชัดเจนขึ้น

ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของข้อมูล วิธีการนำข้อมูลไปใช้ และความปลอดภัยของข้อมูล ตัวอย่างเช่น กรณี Ring Doorbells ที่มีการแชร์วิดีโอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ได้รับความยินยอม

รัฐบาลหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายเพื่อรับมือ เช่น EU Digital Services Act และข้อเสนอของ Federal Trade Commission ในสหรัฐฯ รวมถึงกฎหมายความเป็นส่วนตัวในรัฐแคลิฟอร์เนีย

Quantum Computing

การเติบโตของ Quantum Computing คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ IoT อย่างมีนัยสำคัญ แม้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการปฏิวัติการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล

คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับ IoT เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับความปลอดภัย และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ คาดว่าจะมีความก้าวหน้าเพิ่มเติม และเริ่มเห็นการผสาน Quantum Computing เข้ากับระบบ IoT เพื่อแก้ไขความท้าทายเฉพาะทางและสร้างโอกาสใหม่ ๆ

[อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quantum Computing ได้จากบทความ MangeEngine]

iot คือ internet of things คือ เทคโนโลยี iot คือ อะไร ระบบ iot คือ อะไร อุปกรณ์ iot มี อะไร บ้าง

อีกด้านของความสะดวก คือข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย

แม้ IoT จะมอบความสะดวกสบายอย่างยิ่ง แต่ก็มีคำถามสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ 

"เมื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ทำการเก็บรวบรวมและแชร์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ใครกันแน่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น"

ตู้เย็นที่รู้ว่าคุณนมหมดอาจดูไม่เป็นอันตราย แต่สายรัดข้อมือติดตามสุขภาพที่เก็บข้อมูลสุขภาพของคุณเป็นเวลาหลายปี หรือ Smart speaker ที่อาจบันทึกบทสนทนาส่วนตัวบางช่วงไว้โดยไม่ตั้งใจ กลับไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ง่าย ๆ

ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความไว้วางใจ” ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของ IoT ไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวม แต่ยังครอบคลุมถึงระยะเวลาการจัดเก็บ การแบ่งปันข้อมูลกับใคร และคุณได้ให้ความยินยอมโดยรับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนตั้งแต่แรกหรือไม่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บ้านของคุณอาจกำลังสร้างกระแสข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจคงอยู่ยาวนานกว่าช่วงชีวิตของคุณ และถูกจัดเก็บหรือใช้งานในที่ที่คุณไม่เคยรับรู้

จากนั้นประเด็นด้านความปลอดภัยก็เข้ามามีบทบาทสำคัญ อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสามารถกลายเป็นจุดทางเข้าให้ผู้ไม่หวังดีได้ กล้องวงจรปิดหรือเครื่องเฝ้าดูเด็กที่ถูกแฮ็กไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิค แต่คือการละเมิดพื้นที่ส่วนตัวโดยตรง ดังนั้นเมื่อ IoT เปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีทดลองสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่ามันจะกำหนดอนาคตหรือไม่ แต่คือเราจะออกแบบและพัฒนาอนาคตนั้นอย่างรอบคอบเพียงใด

มาดู 5 ความท้าทายด้านความปลอดภัยที่องค์กรต้องเตรียมรับมือเมื่อปรับใช้ IoT

  1. การโจมตีแบบ Brute-force attacks
    การใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอทำให้อุปกรณ์ IoT มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบ Brute-force ผู้ผลิต IoT มักฝังข้อมูลรับรองตัวตนไว้ภายในอุปกรณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ผู้ใช้งานจึงควรเปลี่ยนข้อมูลรับรองเหล่านี้เมื่อเริ่มใช้งานครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนรหัสผ่าน ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีสามารถดำเนินการโจมตีแบบ Brute-force ได้อย่างง่ายดาย เมื่อเจาะระบบสำเร็จแล้ว ผู้โจมตีสามารถขยายการเข้าถึงไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในเครือข่าย เชื่อมต่อกับทุกอุปกรณ์ และทำให้ทั้งระบบถูกเจาะหรือควบคุมได้
  2. การโจมตีแบบ Botnet attacks
    ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้าง IoT Botnet เพื่อก่อการโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง โดยติดตั้งมัลแวร์ลงในกลุ่มอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำนวนมาก อุปกรณ์ที่ถูกควบคุมเหล่านี้สามารถถูกสั่งการจากระยะไกล และถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ เปิดการโจมตีแบบ DDoS และดำเนินกิจกรรมที่เป็นอันตรายอื่น ๆ การโจมตี Mirai Botnet ในปี 2016 ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่โด่งดังที่สุด โดยใช้กล้อง IP และเราเตอร์ภายในบ้านหลายแสนเครื่อง เปิดการโจมตีแบบ DDoS ขนาดใหญ่ จนทำให้เว็บไซต์ยอดนิยมอย่าง Twitter และ GitHub ไม่สามารถให้บริการได้
    นอกจากนี้ จากกระแสความนิยม Crypto Currency ในช่วงที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ยังใช้ Botnet เพื่อติดตั้งมัลแวร์ขุดเหรียญดิจิทัลในอุปกรณ์ IoT และใช้ทรัพยากรของอุปกรณ์เหล่านั้นในการขุดคริปโตเคอร์เรนซีโดยที่เจ้าของอุปกรณ์ไม่รู้ตัว
  3. การขาดกฎระเบียบ (Lack of regulation)
    แม้ IoT จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานกำกับดูแลระดับสากลที่ผู้ผลิต IoT ต้องปฏิบัติตามอย่างชัดเจน ทั้งที่เป็นความจำเป็นพื้นฐาน ช่องว่างดังกล่าวจึงกลายเป็นโอกาสทองสำหรับอาชญากรไซเบอร์ในการแสวงหาประโยชน์
  4. อุปกรณ์ IoT แฝง (Rogue IoT devices)
    ผู้โจมตีสามารถสร้างอุปกรณ์ IoT แฝงและนำไปติดตั้งในเครือข่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นอันตราย อุปกรณ์แฝงเหล่านี้สามารถถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลลับ หรือทำให้เครือข่ายทั้งหมดถูกเจาะระบบได้

อุปกรณ์แฝงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครือข่ายองค์กรเท่านั้น แต่ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่เครือข่ายภายในบ้านได้เช่นกัน ผู้ใช้ที่ยังคงใช้งานอุปกรณ์แฝงโดยไม่รู้ตัว เท่ากับเปิดจุดทางเข้าให้อาชญากรไซเบอร์เข้าสู่ระบบทั้งหมดของตนเอง
   5.  ช่องว่างด้านทักษะ IoT (IoT skills gap)
ปัญหาช่องว่างด้านทักษะ IoT เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร จากผลสำรวจ IoT Adoption Survey พบว่า 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าช่องว่างด้านทักษะเป็นอุปสรรคที่องค์กรต้องเผชิญ ซึ่งปัญหานี้ก่อให้เกิดจุดอ่อนด้านความปลอดภัย และเปิดทางให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์และความท้าทายด้านความปลอดภัย IoT ในรูปแบบต่าง ๆ

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัย IoT 

ต่อไปนี้คือ 11 แนวทางปฏิบัติที่องค์กรสามารถนำไปใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐาน IoT:

  1. ใช้รหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งและไม่ซ้ำกัน พร้อมกำหนดให้มีการเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ
  2. ยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานที่ต้องการเข้าถึงอุปกรณ์ IoT อย่างเหมาะสม
  3. เข้ารหัสการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ และใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น Transport Layer Security (TLS)
  4. ดำเนินการทดสอบเจาะระบบเพื่อค้นหาช่องโหว่ที่อาจซ่อนอยู่
  5. สร้างและใช้งาน Network Segmentation สำหรับอุปกรณ์ IoT
  6. ตรวจสอบให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ทั้งหมดได้รับการอัปเดตและติดตั้งแพตช์อย่างสม่ำเสมอ
  7. ยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ของอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่าย
  8. เข้ารหัสข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์ IoT เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย
  9. นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การป้องกัน IoT
  10. ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะ IoT
  11. ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ IoT

[หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผสาน Blockchain กับ IoT เพื่อยกระดับความปลอดภัย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความของ ManageEngine]

การใช้งาน IoT มีขอบเขตกว้างขวางและหลากหลาย แต่หากองค์กรไม่ให้ความสำคัญกับการมอนิเตอร์ IoT อย่างเพียงพอ ผู้ดูแลระบบไอทีจะมีทัศนวิสัยที่จำกัดต่อประสิทธิภาพของอุปกรณ์เหล่านี้ และมักไม่ทราบว่าควรดำเนินการอย่างไรเมื่อเกิดปัญหา เนื่องจากเครือข่าย IoT หนึ่งระบบอาจประกอบด้วยอุปกรณ์หลายร้อยชิ้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายที่บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาได้ยาก นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาจากอุปกรณ์สนับสนุนหรือจากโครงสร้างเครือข่ายที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ IoT ได้เช่นกัน

ดังนั้นการมอนิเตอร์ IoT จึงควรครอบคลุมถึงการตรวจสอบให้มั่นใจว่าอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ การมอนิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการหยุดชะงักของระบบโดยไม่คาดคิด 

iot คือ internet of things คือ เทคโนโลยี iot คือ อะไร ระบบ iot คือ อะไร อุปกรณ์ iot มี อะไร บ้าง

iot คือ internet of things คือ เทคโนโลยี iot คือ อะไร ระบบ iot คือ อะไร อุปกรณ์ iot มี อะไร บ้าง

ManageEngine ขอแนะนำ OpManager ที่มีระบบ Monitor ที่เหมาะสม คุณจะสามารถมองเห็นภาพรวมของทุกองค์ประกอบในเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ปลายทาง Gateway, Router, Database และแอปพลิเคชัน สามารถทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้ที่นี่

ด้วยโซลูชันนี้ เราสามารถช่วยให้องค์กรคุณได้รับข้อมูลเชิงลึกแบบเชิงรุกเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และมีเวลาเตรียมพร้อมในการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนกระทบต่อการดำเนินงาน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand

แหล่งอ้างอิง

Iberdrola—"What is IIoT? Discover the Industrial Internet of Things" 
Imaginovation—“IoT Development Trends & Predictions” (11 January 2025)
ManageEngine—“The Secret Chatter of the Internet of Things (IoT)” (2 September 2025)
ManageEngine—“Internet of Things (IoT) Security: Challenges, Solutions, and Best Practices” 
ManageEngine—“Leveraging IoT to Target Pain Points in the Healthcare Industry” (26 June 2020)
Medium—"การประยุกต์ใช้ iot,IoT Platform top 10' (7 February2024)
Metthier—“Smart Building and IoT” (16 December 2024)