ทำความเข้าใจ NIST Framework 2.0 ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับองค์กร
ในยุคที่องค์กรพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉพาะจุดหรือเป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ง่ายอีกต่อไป แต่มีความซับซ้อน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้า ระบบปฏิบัติงาน ไปจนถึงความต่อเนื่องของธุรกิจ องค์กรจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการด้านความปลอดภัยแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมี Cybersecurity Framework ที่ชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง
NIST Framework 2.0 เป็นหนึ่งใน Framework ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเป็นภาพรวม จัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นขั้นตอน และยกระดับการป้องกันให้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจ นอกจากนี้คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติยังประกาศให้หน่วยงานรัฐแะองค์กรที่รับงานจากภาครัฐต้องมีการใช้มาตรฐานนี้ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ การทำความเข้าใจว่า Nist Framework คืออะไร และเหตุใดจึงกลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงด้าน Cybersecurity ที่ถูกบังคับใช้

NIST Framework 2.0 คืออะไร
Nist Framework 2.0 คือ ชุดแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พัฒนาโดย National Institute of Standards and Technology หรือ Nist ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ เข้าใจ จัดการ และลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ผูกติดกับเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ทำให้องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบท ขนาด และระดับความพร้อมของตนเอง
ในเชิงปฏิบัติ Nist Cybersecurity Framework คือ เครื่องมือเชิงโครงสร้างที่ช่วยแปลงเรื่อง Cybersecurity ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเรื่องเทคนิค ให้กลายเป็นภาษาที่ทั้งฝ่าย IT ฝ่ายบริหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าใจร่วมกันได้ Framework นี้ไม่ได้บอกให้องค์กร “ต้องใช้เครื่องมืออะไร” แต่เน้นให้มองเห็นภาพรวมของความเสี่ยง กระบวนการ และความรับผิดชอบที่ควรมีในแต่ละมิติของความปลอดภัยไซเบอร์
จุดเด่นของ NIST Framework คือการช่วยให้องค์กรสามารถประเมินสถานะด้านความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การรู้ว่าทรัพยากรดิจิทัลที่สำคัญอยู่ตรงไหน มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ไปจนถึงการวางแนวทางป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และฟื้นฟูเมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แนวคิดนี้ทำให้องค์กรไม่เพียงแค่ “รับมือเมื่อเกิดปัญหา” แต่สามารถวางรากฐานเพื่อป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
6 ขั้นตอนในการสำคัญใน NIST Framework
Identify: การระบุทรัพย์สินและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์
Identify คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดเพราะ ขั้นตอนนี้ใน NIST Cybersecurity Framework คือขั้นตอนที่ช่วยให้องค์กร มองเห็นภาพรวมของความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิจิทัลที่มีอยู่ ระบบที่สำคัญต่อธุรกิจ ข้อมูลที่ต้องได้รับการปกป้อง หรือความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน หากองค์กรไม่เข้าใจว่ามีอะไรต้องป้องกัน การวางมาตรการด้าน Cybersecurity ในขั้นถัดไปก็จะขาดทิศทางและประสิทธิภาพ
ในขั้นตอนนี้ องค์กรจะต้องระบุทรัพย์สินทางดิจิทัล (Digital Assets) บทบาทความรับผิดชอบ โครงสร้างระบบ รวมถึงภัยคุกคามและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น การทำ Risk Identification อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ แทนที่จะพึ่งพาการคาดเดาหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
Protect: การป้องกันระบบและข้อมูลสำคัญขององค์กร
Protect คือการนำข้อมูลจากขั้น Identify มาต่อยอดเป็นมาตรการป้องกัน เพื่อ ลดโอกาสที่ภัยคุกคามจะส่งผลกระทบต่อระบบและข้อมูลขององค์กร โดยครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค กระบวนการ และบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การปกป้องข้อมูล การฝึกอบรมพนักงาน หรือการกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน
แนวคิดของขั้นตอนนี้ไม่ได้เน้นเพียงการติดตั้งเครื่องมือ แต่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อให้ระบบสำคัญขององค์กรสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
Detect: การตรวจจับภัยคุกคามและความผิดปกติของระบบ
แม้จะมีมาตรการป้องกันที่ดีเพียงใด ก็ยังมีโอกาสที่ภัยคุกคามจะเล็ดลอดเข้ามาได้ Detect จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถ ตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติหรือภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะลุกลามและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ขั้นตอนนี้เน้นการมองเห็น ของระบบ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการตั้งค่าการแจ้งเตือนที่เหมาะสม เพื่อให้องค์กรสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
Respond: การตอบสนองและจัดการเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์
เมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย การมีแผน Respond ที่ชัดเจนจะช่วยให้องค์กรสามารถ ควบคุมสถานการณ์และลดผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะตอบสนองแบบเร่งด่วนและขาดทิศทาง
ขั้นตอนนี้ครอบคลุมการสื่อสาร การวิเคราะห์เหตุการณ์ การจัดการเหตุฉุกเฉิน และการประสานงานระหว่างทีมที่เกี่ยวข้อง แนวคิดสำคัญคือการตอบสนองอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
Recover: การฟื้นฟูระบบและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
Recover คือขั้นตอนที่ช่วยให้องค์กรสามารถ ฟื้นฟูระบบและการดำเนินงานกลับสู่สภาวะปกติ หลังจากเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมทั้งเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพื่อนำไปปรับปรุงในอนาคต
การมีแผนฟื้นฟูที่ดีช่วยลดระยะเวลาการหยุดชะงักของธุรกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทำให้องค์กรสามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง
Govern: การกำกับดูแลและบริหารความมั่นคงปลอดภัยในระดับองค์กร
Govern เป็นองค์ประกอบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน NIST Framework 2.0 เพื่อเน้นย้ำว่า Cybersecurity ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่าย IT เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น ความรับผิดชอบในระดับองค์กรและระดับผู้บริหาร
Governance ช่วยกำหนดทิศทาง นโยบาย บทบาท และความรับผิดชอบที่ชัดเจน ทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน Cybersecurity สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ กฎหมาย และข้อกำหนดต่างๆ แนวคิดนี้ช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างมีกรอบ มีความต่อเนื่อง และยั่งยืนในระยะยาว
ทำไมการเพิ่ม Governance ใน NIST 2.0 จึงมีความสำคัญ
การเพิ่ม Governance เข้ามาใน NIST Framework 2.0 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมุมมองด้าน Cybersecurity จากเรื่องทางเทคนิค ไปสู่การเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ของทั้งองค์กร ในอดีต การดูแลความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มักถูกจำกัดอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่าย IT หรือฝ่ายความปลอดภัยเพียงไม่กี่ทีม แต่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงด้านไซเบอร์สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของลูกค้า และผลการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
Governance ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนด ทิศทาง นโยบาย และบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจน ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ทำให้การตัดสินใจด้าน Cybersecurity สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ กฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุการณ์เท่านั้น
นอกจากนี้ การมี Governance ที่ชัดเจนยังช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยง NIST Framework 2.0 เข้ากับกระบวนการบริหารองค์กรโดยรวม เช่น การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) การกำกับดูแลกิจการ และการวางกลยุทธ์องค์กร ส่งผลให้การดำเนินงานด้าน Cybersecurity มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และสามารถปรับตัวได้ตามบริบทของภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
NIST Privacy Framework คืออะไร
Nist Privacy Framework คือ กรอบแนวทางด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่พัฒนาโดย National Institute of Standards and Technology (NIST) เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดูแลเรื่อง Privacy อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การใช้งาน การแบ่งปัน ไปจนถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย Framework นี้ช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบด้าน Privacy ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางธุรกิจ พร้อมกำหนดแนวทางควบคุมและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นให้กับองค์กรในระยะยาว โดยสามารถนำไปใช้งานควบคู่กับ NIST Cybersecurity Framework เพื่อบริหารจัดการทั้งมิติของความปลอดภัยไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวได้อย่างสอดคล้องกัน
NIST Framework สำคัญและมีประโยชน์ต่อองค์กรยังไง
NIST Framework มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน แทนที่จะมอง Cybersecurity เป็นเพียงเรื่องของเครื่องมือหรือเทคโนโลยี Framework นี้ช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพรวมของความเสี่ยง กระบวนการ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยไซเบอร์ในทุกมิติ
หนึ่งในประโยชน์หลักของ NIST Cybersecurity Framework คือการช่วยให้องค์กรสามารถประเมินระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างที่ควรได้รับการปรับปรุง องค์กรจึงสามารถจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนด้าน Cybersecurity ได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ ในประเทศไทย แนวคิดและโครงสร้างของ NIST Framework 2.0 ยังถูกนำมาใช้อ้างอิงในการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบดิจิทัลและเว็บไซต์ ซึ่งเริ่มมีการบังคับใช้อย่างชัดเจนในปีนี้ องค์กรจึงไม่ควรมอง NIST Framework 2.0 เป็นเพียง “แนวปฏิบัติที่เลือกใช้ได้” แต่ควรถือเป็นรากฐานสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด และการบริหารความเสี่ยงด้าน Cybersecurity อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่
นอกจากนี้ NIST Framework ยังช่วยสร้างภาษากลางในการสื่อสารด้าน Cybersecurity ระหว่างฝ่ายเทคนิค ฝ่ายบริหาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การตัดสินใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
ที่สำคัญ NIST Framework 2.0 ไม่ได้เป็นแนวทางแบบตายตัว แต่มีความยืดหยุ่นสูง องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับขนาด อุตสาหกรรม และระดับความเสี่ยงของตนเองได้ Framework นี้จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างต่อเนื่อง รองรับทั้งการปฏิบัติตามข้อบังคับของประเทศ และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง

ขั้นตอนการใช้ NIST Framework ให้มีประสิทธิภาพ
การนำ NIST Framework 2.0 ไปปรับใช้ในองค์กรให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการนำ Framework มาอ้างอิงเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ต้องผสานเข้ากับกระบวนการทำงานจริง โครงสร้างองค์กร และเครื่องมือที่ใช้อยู่ เพื่อให้การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความเสี่ยง การดำเนินธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาว
Step 1 : การประเมินความเสี่ยง
ขั้นตอนแรกคือการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การระบุทรัพย์สินดิจิทัลที่สำคัญ ระบบและข้อมูลที่ต้องได้รับการปกป้อง ไปจนถึงการวิเคราะห์ภัยคุกคามและช่องโหว่ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน การประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจสถานะปัจจุบันของตนเอง และสามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมก่อนกำหนดมาตรการด้าน Cybersecurity
Step 2 : การออกแบบ Cybersecurity Framework
เมื่อเข้าใจความเสี่ยงแล้ว องค์กรควรออกแบบแนวทางการใช้ Cybersecurity Framework ให้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจ โดยอ้างอิงโครงสร้างของ NIST Framework เป็นหลัก แต่ปรับให้เหมาะกับขนาดองค์กร ลักษณะการดำเนินงาน และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนนี้รวมถึงการกำหนดนโยบาย บทบาทความรับผิดชอบ และกระบวนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายในองค์กรสามารถปฏิบัติตามแนวทางเดียวกันได้
Step 3 : การดำเนินการ
หลังจากวางโครงสร้างเรียบร้อย ขั้นตอนสำคัญคือการนำ Framework ไปใช้งานจริง ผ่านการกำหนดกระบวนการด้านการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การเลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงานของทีม IT และทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม
Step 4 : การติดตามและปรับปรุง
NIST Framework 2.0 ไม่ใช่แนวทางที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ องค์กรจำเป็นต้องติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงกระบวนการด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม เทคโนโลยี และบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การทบทวน Framework อย่างต่อเนื่องช่วยให้องค์กรสามารถรักษาระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้ในระยะยาว และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โซลูชั่นแนะนำ
การนำ NIST Framework 2.0 ไปใช้งานให้เกิดผลจริง ไม่ได้จบเพียงแค่การวางนโยบายหรือกำหนดแนวทางเท่านั้น แต่ต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถ มองเห็น ควบคุม และบริหารจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม โซลูชันจาก ManageEngine ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้าน Cybersecurity Framework ในทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจจับ ไปจนถึงการตอบสนองและการกำกับดูแล เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบจาก “ภายใน” คือการบริหารจัดการอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ManageEngine Endpoint Central ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์พกพาทั้งหมดจากศูนย์กลาง ครอบคลุมการมองเห็นทรัพย์สินดิจิทัล การอัปเดต Patch อย่างสม่ำเสมอ การควบคุมการติดตั้งซอฟต์แวร์ และการกำหนดค่าด้านความปลอดภัย ฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ที่เกิดจาก Endpoint และสนับสนุนแนวคิดของ NIST Framework ในส่วนของการระบุความเสี่ยงและการป้องกันระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ManageEngine ยังช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านความปลอดภัยจากหลายระบบเข้าด้วยกัน สร้างมุมมองแบบศูนย์กลาง (Centralized Visibility) ทำให้ทีม IT และทีมความปลอดภัยสามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำ และลดภาระงานจากการบริหารจัดการระบบแบบแยกส่วน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Cybersecurity Framework ที่เน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบได้ และสามารถติดตามผลได้จริงในชีวิตประจำวันขององค์กร
เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจใช้งาน ManageEngine เปิดให้ทดลองใช้งานโซลูชันต่างๆ แบบ Free Trial 30 Days ช่วยให้องค์กรได้สัมผัสการทำงานจริงของเครื่องมือ และวางรากฐานด้าน Cybersecurity ที่สอดคล้องกับ NIST Framework 2.0 ได้อย่างมั่นใจได้ที่นี่
สรุป
ในโลกดิจิทัลที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การดูแลความปลอดภัยขององค์กรไม่สามารถอาศัยมาตรการแบบแยกส่วนหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป NIST Framework จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบแนวคิดที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความเสี่ยง การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง ไปจนถึงการฟื้นฟูและการกำกับดูแลในระดับองค์กร
การเพิ่มองค์ประกอบด้าน Governance ใน NIST Framework 2.0 ช่วยยกระดับ Cybersecurity จากเรื่องทางเทคนิค ไปสู่การเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการ ขณะเดียวกัน Nist Privacy Framework ยังช่วยให้องค์กรสามารถดูแลและลดความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างเป็นระบบ เสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การนำ NIST Framework ไปใช้งานให้เกิดผลจริง จำเป็นต้องอาศัยทั้งกระบวนการที่ชัดเจนและเครื่องมือที่เหมาะสม โซลูชันแนะนำที่ ช่วยเปลี่ยน Framework จากแนวคิดเชิงทฤษฎีให้กลายเป็นการดำเนินงานที่สามารถมองเห็น ควบคุม และติดตามผลได้จริงในชีวิตประจำวันขององค์กร ตั้งแต่การบริหารจัดการ Endpoint ไปจนถึงการสร้างมุมมองด้านความปลอดภัยแบบศูนย์กลาง
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand