ทำความรู้จักว่า SSO หรือ Single Sign On คืออะไรสำหรับองค์กรของคุณ

ในยุคที่ธุรกิจและองค์กรต้องการการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลอย่างรวดเร็วและปลอดภัย Single Sign-On (SSO) เป็นเครื่องมือที่ช่วยตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยม SSO ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้แค่ครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงหลายบริการโดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำหลายครั้ง ลดความยุ่งยากในการจัดการรหัสผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการทำงานของ SSO, ทำไม SSO ถึงสำคัญ และข้อดีที่ทำให้ SSO เป็นโซลูชันที่องค์กรต่างๆ ควรนำไปใช้เพื่อเสริมความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงาน

SSO คืออะไร?

SSO ย่อมาจาก Single Sign On คือ ระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหลายๆ แอปพลิเคชันหรือบริการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำๆ ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพียงแค่ลงชื่อเข้าใช้ครั้งเดียว ระบบจะจัดการการยืนยันตัวตนและให้สิทธิ์การเข้าถึงในแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เชื่อมต่อกันอยู่ในระบบเดียว การทำงานของ SSO จะเริ่มต้นจากการที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ครั้งเดียวและระบบจะสร้าง SSO Token ที่ใช้ในการยืนยันตัวตน เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับ SSO ระบบจะตรวจสอบ Token เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตจากระบบในการเข้าถึง SSO ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน, ลดภาระในการจัดการรหัสผ่านหลายตัว และเสริมสร้างความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน โดยเฉพาะในองค์กรและธุรกิจที่ต้องการให้พนักงานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ยังช่วยให้การรักษาความปลอดภัยข้อมูลภายในองค์กรมีมาตรฐานที่ดีขึ้นและลดความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูล.

ทำไม SSO ถึงสำคัญ?

Single Sign On หรือ SSO คือระบบที่ไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในแง่ของการรักษาความปลอดภัย, การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน, และการลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ซึ่งทำให้ SSO เป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในยุคดิจิทัลนี้

เสริมสร้างความปลอดภัยของรหัสผ่าน

การใช้ Single Sign On คือการช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้รหัสผ่านหลายตัวที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาความปลอดภัยได้ เพราะการใช้รหัสผ่านหลายตัวทำให้เกิดความเสี่ยงในการลืมรหัสหรือใช้รหัสที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่ SSO ช่วยให้การจัดการรหัสผ่านทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องจำรหัสผ่านหลายตัว แต่ยังคงรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

การเข้าระบบ Single Sign On SSO คือการช่วยลดเวลาในการล็อกอินหลายครั้ง เนื่องจากผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้แค่ครั้งเดียวและเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลดค่าใช้จ่าย

การใช้ SSO ยังช่วยประหยัดทรัพยากรในการบริหารจัดการการเข้าถึง เนื่องจากไม่ต้องใช้การจัดการรหัสผ่านที่ซับซ้อนหลายตัวและลดภาระการช่วยเหลือจากทีม IT ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการลืมรหัสผ่านหรือการตั้งค่าการเข้าถึงใหม่

เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย

การใช้ SSO ช่วยให้สามารถใช้มาตรการความปลอดภัยขั้นสูง เช่น MFA (Multi-Factor Authentication) และการตรวจสอบตัวตนที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้การเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการยืนยันตัวตนจากหลายแหล่งทำให้ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กหรือการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า

การเข้าระบบ Single Sign On SSO คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยทำให้การเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวก ลดปัญหาการลืมรหัสผ่านหรือปัญหาด้านการเข้าถึงระบบ ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าหรือพนักงานสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีความพึงพอใจในการใช้งานสูงขึ้น

SSO ทำงานอย่างไร?

การทำงานของ Single Sign On SSO หรือ การเข้าระบบ SSO คือการที่ผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงหลายแอปพลิเคชันหรือบริการต่างๆ โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำๆ อีกครั้ง เมื่อผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ครั้งแรก ระบบจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการยืนยันตัวตนและอนุญาตให้เข้าถึงแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อภายในระบบเดียวกัน ทำให้การเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

บริการ SSO

บริการ SSO ย่อมาจาก Single Sign On คือบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วยการลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียว โดยบริการ SSO จะทำหน้าที่เชื่อมต่อแอปพลิเคชันต่างๆ เข้าด้วยกันผ่านการใช้โซลูชันการยืนยันตัวตนแบบรวมศูนย์ ซึ่งในกระบวนการนี้ แอปพลิเคชันทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับ SSO จะใช้ข้อมูลจากผู้ใช้ที่ลงชื่อเข้าใช้ในระบบ SSO เพื่ออนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการต่างๆ ได้ทันที

SSO Tokens

SSO Token คือข้อมูลที่สร้างขึ้นหลังจากผู้ใช้ทำการลงชื่อเข้าใช้ระบบ SSO ซึ่งจะถูกใช้ในการยืนยันตัวตนในทุกครั้งที่ผู้ใช้ต้องการเข้าถึงแอปพลิเคชันหรือบริการต่างๆ โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านใหม่ SSO Token ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว ประโยชน์ของ SSO Token คือมันช่วยให้กระบวนการยืนยันตัวตนเร็วขึ้นและปลอดภัย เนื่องจากจะไม่มีการเปิดเผยรหัสผ่านที่แท้จริงของผู้ใช้ตลอดกระบวนการ

กระบวนการทำงานของ SSO

กระบวนการทำงานของ SSO ประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่ช่วยตรวจสอบและอนุญาตการเข้าถึงบริการต่างๆ โดยเริ่มจากเมื่อผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ครั้งแรก ระบบจะตรวจสอบข้อมูลการยืนยันตัวตน เช่น รหัสผ่านหรือ MFA (Multi-Factor Authentication) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้มีสิทธิ์ในการเข้าถึง หลังจากนั้นระบบจะสร้าง SSO Token และให้สิทธิ์การเข้าถึงไปยังแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้ต้องการ โดยกระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งาน

ssoservice and single sign on sso and single sign on ตัวอย่าง

SSO มีประเภทอะไรบ้าง?

Single Sign On SSO มีหลายประเภทที่ใช้เทคโนโลยีและโปรโตคอลต่างๆ เพื่อให้การยืนยันตัวตนและการเข้าถึงบริการต่างๆ ทำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยแต่ละประเภทมีวิธีการทำงานและการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำให้เหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์และองค์กรที่แตกต่างกัน

SAML

SAML หรือ Security Assertion Markup Language คือมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลการยืนยันตัวตนระหว่างผู้ให้บริการ (Service Provider) และผู้ให้ข้อมูลการยืนยันตัวตน (Identity Provider) ในการทำงานร่วมกับ SSO, SAML จะใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการยืนยันตัวตนในรูปแบบของ XML ระหว่างองค์กรหรือบริการที่เชื่อมต่อกัน ทำให้การเข้าถึงบริการต่างๆ ง่ายขึ้นและปลอดภัย โดยไม่ต้องทำการยืนยันตัวตนใหม่ทุกครั้ง

OAuth

OAuth เป็นโปรโตคอลการอนุญาตที่ช่วยให้แอปพลิเคชันสามารถเข้าถึงข้อมูลจากบริการอื่นได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านของผู้ใช้โดยตรง ซึ่งในกระบวนการ OAuth ผู้ใช้จะอนุญาตให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลจากบริการต่างๆ เช่น Google หรือ Facebook โดยใช้ OAuth ในการเชื่อมโยงกับ SSO, ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำ และยังสามารถรักษาความปลอดภัยได้ดี

OIDC

OIDC (OpenID Connect) คือโปรโตคอลการยืนยันตัวตนที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ OAuth 2.0 ซึ่งใช้สำหรับการยืนยันตัวตนและการอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลผ่าน SSO โดย OIDC จะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลการยืนยันตัวตนที่มีความปลอดภัยและมั่นคง พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับ SSO ได้ง่ายและสะดวกขึ้น

Kerberos

Kerberos คือระบบการยืนยันตัวตนที่ใช้ในการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้และบริการต่างๆ ในระบบเครือข่าย โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยน Ticket เพื่อยืนยันตัวตน ในการใช้งาน SSO, Kerberos ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในองค์กรได้โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำทุกครั้ง และยังมีความปลอดภัยสูงในการรักษาข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตน

SSO ปลอดภัยหรือไม่?

ความปลอดภัยของ การเข้าระบบ Single Sign On ขึ้นอยู่กับการใช้มาตรการการยืนยันตัวตนที่แข็งแกร่ง เช่น Multi-Factor Authentication (MFA) หรือการใช้การเข้ารหัสข้อมูลในกระบวนการ SSO เพื่อให้มั่นใจว่าเฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบ SSO Token ที่ใช้ในการยืนยันตัวตนเพื่อป้องกันการแอบแฝงตัวตนของผู้ใช้จากบุคคลภายนอก

การใช้ SSO ยังสามารถเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติมได้ด้วยการกำหนดนโยบายการเข้าถึงที่เข้มงวด เช่น การจำกัดเวลาในการเข้าถึงแอปพลิเคชัน หรือการตั้งค่าระบบแจ้งเตือนเมื่อพบพฤติกรรมการเข้าถึงที่ผิดปกติ

แม้ว่า SSO จะช่วยให้การใช้งานสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ต้องระมัดระวัง

  1. ความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูล: หากมีการเจาะเข้าถึงข้อมูลการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ในระบบ  Single Sign On ตัวอย่าง เช่น การขโมย SSO Token หรือการใช้รหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับ SSO ได้
  2. การจัดการรหัสผ่านไม่ดี: แม้ว่า SSO จะลดการใช้รหัสผ่านหลายตัว แต่ยังคงต้องมีการตั้งค่ารหัสผ่านที่แข็งแกร่งและปลอดภัยในขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้
  3. ความเสี่ยงจากการใช้งานที่ผิดพลาด: การตั้งค่าหรือการใช้งาน SSO อย่างไม่ถูกต้อง เช่น การตั้งค่าการเข้าถึงที่ไม่เหมาะสม หรือการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันโดยไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด อาจเพิ่มความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้

ดังนั้นการใช้งาน SSO ควรได้รับการดูแลและจัดการอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการละเมิดความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น

SSO เทียบกับโซลูชันการจัดการการเข้าถึงอื่นๆ

Single Sign On SSO เป็นโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงหลายๆ แอปพลิเคชันหรือบริการ แต่ยังมีโซลูชันการจัดการการเข้าถึงอื่นๆ ที่ใช้ในองค์กรที่สามารถช่วยจัดการการยืนยันตัวตนและการเข้าถึงได้เช่นกัน โดยแต่ละโซลูชันมีคุณสมบัติและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันไป

การจัดการตัวตนแบบรวมศูนย์

การจัดการตัวตนแบบรวมศูนย์ (Identity Management - IDM) คือระบบที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ในองค์กรทำได้อย่างเป็นระบบและมีความปลอดภัย โดย IDM จะทำหน้าที่ในการสร้างและจัดการข้อมูลของผู้ใช้ เช่น รหัสผ่าน, สิทธิ์การเข้าถึง, และบทบาทต่างๆ ที่ผู้ใช้ได้รับในองค์กร

  • SSO vs. การจัดการตัวตนแบบรวมศูนย์

    การเปรียบเทียบระหว่าง SSO และ IDM คือ SSO เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำหลายครั้ง แต่ IDM เป็นระบบที่เน้นการจัดการและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ในระดับที่ลึกกว่า โดย IDM มักจะรวมถึงการสร้างผู้ใช้ใหม่, การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง, และการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้สิทธิ์ต่างๆ ในขณะที่ SSO เน้นไปที่การทำให้การเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว

Same Sign On

Same Sign On หรือ SSO แบบเดิม คือการใช้ระบบที่มีการลงชื่อเข้าใช้ในบริการต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันในระบบเดียว แต่การลงชื่อเข้าใช้กับแต่ละบริการนั้นยังคงใช้กระบวนการแยกจากกัน

  • SSO vs. Same-Sign-On 

    ความแตกต่างระหว่าง SSO และ Same-Sign-On คือ SSO จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียวและเข้าถึงบริการทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบเดียวกัน โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่านซ้ำหลายครั้ง ในขณะที่ Same-Sign-On จะทำให้ผู้ใช้ต้องทำการลงชื่อเข้าใช้บริการต่างๆ แต่ละตัวแยกจากกัน ดังนั้น SSO จะสะดวกกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่า Same-Sign-On เนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงจากการใช้รหัสผ่านหลายตัว

การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA)

Multi-Factor Authentication (MFA) คือการใช้หลายๆ วิธีในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ เช่น การใช้รหัสผ่านควบคู่กับการยืนยันตัวตนผ่านมือถือ หรือการสแกนลายนิ้วมือ

SSO vs. Multi-Factor Authentication

SSO จะช่วยให้การเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกด้วยการลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียว แต่ MFA จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน โดย MFA จะใช้วิธีการยืนยันหลายตัว เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ ในบางกรณี สามารถเพิ่มความปลอดภัย โดยการทำงานร่วมกันของ MFA และ Single Sign On ตัวอย่างเช่น การใช้ MFA ในกระบวนการ SSO เพื่อให้มีการตรวจสอบตัวตนที่มั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ADSelfService Plus ช่วยในเรื่อง SSO ได้อย่างไร?

ADSelfService Plus ช่วยเสริมให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อเข้าใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ได้เพียงครั้งเดียวโดยใช้ Single Sign On ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์การรีเซ็ตรหัสผ่านด้วยตนเอง, การจัดการการเข้าถึงแอปพลิเคชัน, และการเชื่อมต่อกับ SSO เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ADSelfService Plus ช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งการเข้าถึงแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ ตามบทบาทของผู้ใช้ พร้อมจัดการสิทธิ์การเข้าถึงจากอุปกรณ์หลายประเภทนอกจากนี้การใช้ SSO ร่วมกับ ADSelfService Plus เสริมความปลอดภัยด้วย MFA ช่วยยืนยันตัวตนและป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

ssoservice and single sign on sso and single sign on ตัวอย่าง

การรวม ADSelfService Plus กับ SSO ช่วยให้การเข้าถึงสะดวก, ลดภาระงานของทีม IT, เพิ่มความปลอดภัย, และประหยัดเวลาในการจัดการผู้ใช้ในองค์กร ทดลองใช้เดโม่ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์การใช้งาน ADSelfService Plus และ SSO ที่ช่วยเสริมความสะดวกและปลอดภัยในองค์กรของคุณได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand