Vulnerability Assessment Tool

Vulnerability Assessment

คุณเป็นผู้ดูแลระบบ IT ที่ทำงานไม่หยุด มือจับอยู่แต่กับระบบ สายตาจ้องหน้าจอแทบตลอดเวลาหรือไม่? คุณคอยตรวจหาภัยคุกคามใหม่ ๆ จากอินเทอร์เน็ต และพยายามจัดหมวดหมู่ช่องโหว่ที่ค้นพบเพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรของคุณตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางไซเบอร์อยู่เสมอใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้น คุณอาจกำลังแบกรับภาระหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัว

มีช่องโหว่ใหม่ถูกค้นพบทุก ๆ 90 นาที แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะ ManageEngine มีทางออกให้คุณ Vulnerability Manager Plus คือโซลูชันประเมินช่องโหว่อย่างชาญฉลาดและครอบคลุม ช่วยลดเวลาและภาระงานของคุณด้วยความสามารถดังต่อไปนี้:

  • ตรวจจับช่องโหว่ได้อย่างต่อเนื่องทันทีที่พบ
  • จัดลำดับความสำคัญว่าควรแก้ไขจุดใดก่อน
  • ใช้ระบบอัปเดตแพตช์ในตัวเพื่อแก้ไขช่องโหว่ได้ทันที

รับชมวิดีโอด้านล่างเพื่อดูภาพรวมการทำงานของคอนโซล Vulnerability Manager Plus

How to do Vulnerability Assessment with ManageEngine Vulnerability Manager Plus

4 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการประเมินช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

Vulnerability Manager Plus เป็นเครื่องมือประเมินช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่มีความครบถ้วนรอบด้าน ทำการสแกนช่องโหว่ในเครือข่ายของคุณอย่างสม่ำเสมอ ส่งมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และช่วยปิดวงจรการจัดการช่องโหว่ ได้ทันทีผ่านการแก้ไขปัญหาโดยตรงจากคอนโซล

Vulnerability Assessment Tools

ป้องกันความเสี่ยงที่เข้ามา ด้วยความสามารถในการประเมินช่องโหว่ของ Vulnerability Manager Plus

ขจัดจุดบอดและติดตามทรัพย์สินของคุณอย่างครบถ้วน

การกำจัดจุดบอดถือเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินช่องโหว่ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อ Vulnerability Manager Plus เริ่มทำงานภายในเครือข่ายของคุณ ระบบจะค้นหาและระบุทรัพยากรทั้งหมดใน Active Directory และอุปกรณ์ปลายทางใน Workgroup ได้โดยอัตโนมัติ องค์กรที่มีการขยายระบบอยู่บ่อยครั้งไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะทรัพยากรใหม่จะถูกค้นพบทันทีเมื่อถูกเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี Endpoint Agent คุณสามารถติดตามสถานะของเครื่อง Desktop, Server, Laptop, Virtual Machine, Web Server, Database และ Workstation ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าทรัพยากรของคุณจะตั้งอยู่ในสำนักงานหลัก กระจายตัวในสาขาหรือพื้นที่ห่างไกล อยู่ในระบบปิดอย่าง DMZ หรือเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา คุณสามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับทุกทรัพยากรได้จากคอนโซลเดียว

ครอบคลุมการตรวจจับช่องโหว่อย่างรอบด้าน

ตรวจจับช่องโหว่ทั้งที่เป็นที่รู้จักแล้วและช่องโหว่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ใน ระบบปฏิบัติการ Windows ที่รองรับ และแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนารายอื่นกว่า 850 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการคอนเทนต์ (CMS), เว็บเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล ขยายขอบเขตการมองเห็นของคุณให้เหนือกว่าการตรวจจับช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ทั่วไป ด้วยการติดตามและเฝ้าระวัง การตั้งค่าระบบที่ผิดพลาด (Misconfigurations), ซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงสูง, พอร์ตที่กำลังเปิดใช้งาน (Active Ports) และความเสี่ยงอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภัยคุกคามใดเล็ดลอดสายตาคุณไปได้

ตรวจจับช่องโหว่ได้ทันทีที่เกิดขึ้น ด้วยการมอนิเตอร์ช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง

มีความเป็นไปได้ที่คุณอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที หากใช้ การสแกนช่องโหว่เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเพิ่มอุปกรณ์ปลายทางหรือซอฟต์แวร์ใหม่เข้าสู่เครือข่าย จะก่อให้เกิดช่องโหว่ใหม่ ๆ ตามมา ซึ่งอาจทำให้ระบบไอทีของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงจากการโจมตีของแฮกเกอร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องมีการมอนิเตอร์อุปกรณ์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุและแก้ไขช่องโหว่ใหม่ทันทีที่เกิดขึ้น โดย Vulnerability Manager Plus ใช้ การสแกนแบบอิงเอเจนต์ (Agent-based Scanning) ซึ่งจะตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทางทุก ๆ 90 นาที เพื่อค้นหาช่องโหว่ใหม่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครือข่าย

ประเมินความเสี่ยงของช่องโหว่และจัดลำดับการตอบสนอง

เป้าหมายสำคัญของการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) คือการทำให้ข้อมูลสามารถนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น นอกเหนือจากการจัดรายการช่องโหว่แล้ว เครื่องมือประเมินช่องโหว่ที่คุณเลือกใช้ควรสามารถช่วยตอบคำถามสำคัญต่อไปนี้ได้:

  • ช่องโหว่นี้มีการเปิดเผยโค้ดโจมตี (Exploit) ต่อสาธารณะแล้วหรือไม่?
  • ช่องโหว่นี้แฝงอยู่ในปลายทาง (Endpoints) มานานแค่ไหน?
  • ช่องโหว่นี้ถูกนำไปใช้โจมตีได้ยากหรือไม่?
  • ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ได้ออกแพตช์สำหรับช่องโหว่นี้แล้วหรือไม่?

ผู้โจมตีมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการ โจมตีแบบใดได้ผลและแบบใดไม่ได้ผล ดังนั้นองค์กรเองก็จำเป็นต้องมีข้อมูลเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากคะแนน CVSS แล้ว Vulnerability Manager Plus ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง เช่น ความพร้อมของ Exploit, อายุของช่องโหว่, จำนวนทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ, ประเภทของผลกระทบจาก CVE และความพร้อมของแพตช์ เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่สามารถถูกนำไป โจมตีได้จริงและมีผลกระทบสูง ยิ่งไปกว่านั้น คุณสามารถค้นหา CVE ID ที่ต้องการโดยตรง หรือใช้การกรองเพื่อมุ่งเน้นเฉพาะช่องโหว่ที่มีผลกระทบสูงเป็นพิเศษได้

Vulnerability Assessment in cybersecurity

Vulnerability Manager Plus ยังมาพร้อมฟีดข่าวด้านความปลอดภัยที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง รวบรวมบทความเกี่ยวกับช่องโหว่ล่าสุดที่ผู้โจมตีกำลังพูดถึง ทดสอบ หรือเริ่มนำไปใช้งานจริง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่และเอ็กซ์พลอยต์ที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง

ยิ่งไปกว่านั้น มุมมอง Zero-day ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณมองเห็นช่องโหว่ที่กำลังถูกโจมตีจริงและช่องโหว่ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทันที ทำให้สามารถตอบสนองและจัดการความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

แสดงประเด็นสำคัญได้ทันทีด้วย Dashboard Widgets

ข้อมูลช่องโหว่ที่ถูกรวบรวมจากหลาย Endpoints จะถูกจัดเก็บและแสดงผลรวมในคอนโซลเดียวสำหรับการบริหารจัดการแบบศูนย์กลาง โดยจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบบริบทที่เข้าใจง่ายผ่าน Dashboard Widgets ช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้และทันเวลา Dashboard Widgets แบบโต้ตอบเหล่านี้ได้ รับการออกแบบมาเพื่อชี้นำความสนใจของคุณ ไปยังส่วนที่มีความเสี่ยงและน่ากังวลที่สุดภายในเครือข่ายของคุณ

  • สรุประดับความรุนแรงของช่องโหว่
  • ช่องโหว่ Zero-day
  • Matrix อายุของช่องโหว่
  • แนวโน้มจำนวนช่องโหว่ตามช่วงเวลา
  • ช่องโหว่ที่มีความสำคัญสูง

สรุประดับความรุนแรงของช่องโหว่: เชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดอันดับความรุนแรง

Vulnerability Analysis Tool

อย่ามองข้ามความสำคัญของระดับความรุนแรง (Severity Rankings) เพราะนี่คือมาตรฐานสากลในการประเมินความเสี่ยงของช่องโหว่ รายงานสรุประดับความรุนแรงของช่องโหว่ (Vulnerability Severity Summary) จะช่วยให้คุณติดตามจำนวนช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขในแต่ละระดับความรุนแรงได้อย่างชัดเจน ทำให้คุณเห็นภาพรวมว่าช่องโหว่ระดับวิกฤต เช่น Remote Code Execution (RCE) ที่ถูกโจมตีได้ง่าย, การยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege), และช่องโหว่แบบแพร่กระจายได้เอง (Wormable) ยังเหลืออยู่ในเครือข่ายเท่าใดและยังไม่ได้รับการจัดการ

ช่องโหว่ Zero-day: รู้ให้เท่าทันก่อนจะสายเกินไป

What is Vulnerability Assessment

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการประเมินช่องโหว่ด้านความปลอดภัย คือระดับประสิทธิภาพที่เครื่องมือประเมินช่องโหว่สามารถแจ้งเตือนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ประเภท Zero-day ได้อย่างทันท่วงที ช่องโหว่ประเภท Zero-day มักตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ได้ง่ายที่สุด เนื่องจากมีการเปิดเผยต่อสาธารณะหรือถูก ใช้โจมตีจริง (Exploited in the wild) ก่อนที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะออกแพตช์เพื่อแก้ไข ทำให้จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ช่องโหว่เหล่านี้ถูกมองข้าม Vulnerability Manager Plus มาพร้อม Zero-day Count Chart ที่ช่วยให้คุณมองเห็นช่องโหว่ Zero-day ภายในเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการระบุและตัดสินใจว่าจะดำเนินการแพตช์ทันที หรือใช้วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงชั่วคราว (mitigation) ระหว่างรอแพตช์จากผู้พัฒนา ลองดูว่าคุณสามารถลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ Zero-day ได้อย่างไรด้วย Vulnerability Manager Plus

Vulnerability Age Matrix: จัดการให้ทันเวลา ลดความเสียหายก่อนลุกลาม

Network Vulnerability Assessment

เมื่อพูดถึงการจัดการช่องโหว่ “เวลา” คือปัจจัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างวันที่มีการประกาศช่องโหว่และวันที่โค้ดสำหรับการโจมตีถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งองค์กรล่าช้าในการแก้ไขมากเท่าไร ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ช่องโหว่ระดับ Critical มักถูกใช้โจมตีได้โดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้ จึงต้องได้รับการแก้ไขทันที ส่วนช่องโหว่ระดับ Important ถึงแม้จะโจมตีได้ยากกว่า แต่ยังคงควรได้รับการแก้ไขภายใน 30 วัน และช่องโหว่ระดับความรุนแรงต่ำกว่า Important ควรได้รับการแก้ไขภายใน 90 วัน

Vulnerability Age Matrix ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเห็นภาพรวมของ อายุช่องโหว่และระดับความรุนแรง เพื่อให้จัดลำดับความสำคัญได้อย่างแม่นยำและแก้ไขก่อนเวลากำหนด (Remediation Deadline) โดยสามารถเลือกดูอายุช่องโหว่จาก วันที่เผยแพร่สู่สาธารณะ หรือจาก วันที่ระบบตรวจพบในเครือข่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตัวกรองเพื่อแสดงเฉพาะช่องโหว่ที่มี Public Exploit เผยแพร่แล้วได้อีกด้วย

ช่องโหว่ตามช่วงเวลา: ยิ่งน้อยยิ่งดี

Vulnerability Assessment Process

ลองนึกภาพช่องโหว่เปรียบเสมือนรูรั่วบนเรือ แม้แต่ละรูอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในทันที แต่เมื่อเกิดสะสมรวมกันก็อาจทำให้ทั้ง องค์กรมิอาจต้านทานและจมลงได้ การตรวจสอบแนวโน้มจำนวนช่องโหว่เป็นระยะจะช่วยให้คุณ ประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้าน vulnerability management ว่าก้าวหน้าและควบคุมความเสี่ยงได้ดีเพียงใด ติดตามความคืบหน้าในการประเมินช่องโหว่ และควบคุมจำนวนช่องโหว่ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ ลองจินตนาการว่าระบบของคุณปลอดภัยแค่ไหน หากสามารถลดจำนวนช่องโหว่ให้เหลือใกล้ศูนย์ หรือแม้แต่เป็นศูนย์ได้จริง?

ช่องโหว่ที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด: จุดที่ควรโฟกัสเป็นอันดับแรก

How to perform Vulnerability Assessment

Vulnerability Manager Plus จะทำการรวบรวมรายชื่อช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูงและอาจถูกโจมตีได้ในเวลาอันใกล้โดยอัตโนมัติ รายการนี้พิจารณาปัจจัยด้านความเสี่ยงหลายประการ เช่น ระดับความง่ายในการโจมตี (Exploitability), ระดับความรุนแรง (Severity), ระยะเวลาที่ช่องโหว่ถูกค้นพบ (Age) และความพร้อมของแพตช์อุดช่องโหว่ (Patch Availability) ตารางข้อมูลนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณไม่ได้ละเลยช่องโหว่ที่มีความ สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการประเมินช่องโหว่ขององค์กร

ใช้ประโยชน์จากระบบแพตช์ในตัว เพื่อให้การแก้ไขช่องโหว่เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ด้วยความสามารถด้านการติดตั้งแพตช์ (Patching) ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงแพตช์กับช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ องค์กรสามารถดำเนินการแก้ไขช่องโหว่กับเครื่องที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้ทันที คุณสามารถกำหนดช่วงเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการติดตั้งแพตช์ได้ รวมถึงสามารถปรับแต่งขั้นตอนการติดตั้งแพตช์ได้ในทุกองค์ประกอบผ่านนโยบายการปรับใช้แพตช์ (Deployment Policies) ที่มีความยืดหยุ่น ระบบจะระบุอุปกรณ์หรือระบบปลายทางที่ได้รับผลกระทบโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ดูแลสามารถเพิ่มหรือลบเป้าหมายได้ตามต้องการ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสั่งให้ระบบติดตั้งแพตช์ซ้ำบนอุปกรณ์ที่ติดตั้งไม่สำเร็จได้หลายครั้งตามต้องการ รวมถึงสามารถเลือกรูปแบบการแจ้งเตือนสถานะการติดตั้งแพตช์ในความถี่ที่เหมาะสมกับรูปแบบการปฏิบัติงานขององค์กรได้อีกด้วย

How to conduct Vulnerability Assessment

แนวทางแบบบูรณาการสำหรับการจัดการช่องโหว่และการบริหารแพตช์นี้ ช่วยขจัดความจำเป็นในการใช้เอเจนต์หลายตัว ลดความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลที่ถ่าย โอนระหว่างโซลูชันหลากหลายระบบ ลดความล่าช้าในการแก้ไขช่องโหว่ ลดการทำงานแบบแยกส่วนที่ไม่จำเป็น (Silos) และลดความเสี่ยงของผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อน (False Positives) นอกจากนี้ Vulnerability Manager Plus ยังเพิ่มศักยภาพให้คุณด้วยโมดูลการบริหาร แพตช์แบบแยกต่างหาก ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตามรอบการติดตั้งแพตช์ที่กำหนดไว้ ช่วยให้ทีมงาน IT สามารถมุ่งเน้นเวลามากขึ้นในการประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะดูรายการ CVE ทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทางของฉันได้อย่างไร?

Vulnerability Manager Plus มีมุมมอง Detected CVEs โดยเฉพาะ ซึ่งจะแสดงรายการ CVE ทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทางในเครือข่ายของคุณ เพียงเลือก CVE ที่ต้องการ จากนั้นคลิก Fix CVE ระบบจะสร้างงานติดตั้งแพตช์ (Patch Deployment Task) ให้กับเครื่องที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้ทันที

Vulnerability Assessment Types

ฉันสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับช่องโหว่ในระบบรายเครื่องได้อย่างไร?

เมื่อคลิกที่ระบบ ระบบจะแสดงมุมมองข้อมูลเชิงลึก (Drilled-down View) ซึ่งจัดกลุ่มช่องโหว่ของระบบดังกล่าวออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้:

Vulnerability Assessment Checklist

  • ส่วน Software Vulnerabilities แสดงรายการช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ (OS) และแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนาภายนอก (Third-Party Applications) ที่มีการติดตั้งอยู่ในระบบ
  • ส่วน Server Vulnerabilities แสดงช่องโหว่ที่พบใน Web Server, ระบบฐานข้อมูล (Database) หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการคอนเทนต์ (Content Management Software) ที่มีการติดตั้งอยู่บนระบบ (ถ้ามี)
  • ส่วน Zero-day Vulnerabilities แสดงช่องโหว่ที่ถูกใช้งานโจมตีอยู่ในปัจจุบัน (Actively Exploited) และช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (Publicly Disclosed) ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบ
Software Vulnerability Assessment

ปกป้องตัวคุณจากการเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ในกลุ่มที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน

ขอเดโมเพื่อทดลองใช้งานทดลองใช้ฟรี 30 วัน

วิธีดำเนินการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)

เมื่อจำนวนช่องโหว่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การดำเนินการประเมินช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องทรัพยากรเครือข่ายขององค์กร แม้ว่าจะมีเครื่องมือสำหรับการประเมินช่องโหว่มากมาย แต่ความท้าทายสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญและทำให้กระบวนการประเมินเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ขั้นตอนที่แนะนำสำหรับการดำเนินการประเมินช่องโหว่ภายในเครือข่าย

  1. การสแกนทรัพยากรระบบที่อยู่ภายใต้การจัดการ (Managed Assets)
  2. ก่อนเริ่มกระบวนการประเมินช่องโหว่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญและคัดเลือกระบบที่ต้องถูกสแกนเป็นลำดับแรก ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มีนโยบาย BYOD (Bring Your Own Device) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ ส่งผลให้จำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานทรัพยากรเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัย และผู้ดูแลระบบจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของ ระบบที่มีความสำคัญทางธุรกิจเป็นอันดับแรก (เช่น เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ POS เป็นต้น) เพื่อเข้ารับการสแกนช่องโหว่ ส่วนระบบอื่นที่ใช้งานภายในองค์กร สามารถนำมาจัดลำดับความสำคัญเพิ่มเติมในรอบการสแกนถัดไปได้
    ManageEngine Vulnerability Manager Plus ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกจัดลำดับความสำคัญ ของระบบที่ต้องทำการสแกนได้ด้วยตนเอง รวมถึงสามารถสั่งสแกนระบบทั้งหมดพร้อมกัน ได้จากคอนโซลส่วนกลาง

  3. การจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่
  4. เมื่อทำการสแกนระบบและตรวจพบช่องโหว่แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่เพื่อดำเนินการแก้ไข (Mitigation) ตามหลักปฏิบัติทั่วไป ช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรง Critical หรือ High และอยู่ในระบบที่มีความสำคัญทางธุรกิจ (Business-critical systems) หรือระบบที่ให้บริการแก่ลูกค้าโดยตรง (Customer-facing Systems) ควรได้รับการแก้ไขเป็นลำดับแรก
    สำหรับช่องโหว่ที่เหลืออยู่ซึ่งมีระดับความรุนแรงต่ำกว่า หรือพบในระบบที่ใช้งานภายในองค์กร (Internal Systems) หรือระบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง สามารถวางแผนการแก้ไขในรอบถัดไปได้

  5. การจัดทำรายงานประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Report)
  6. หลังจากดำเนินการสแกน ตรวจพบ และจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ ในเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการจัดทำ รายงานการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Report) เพื่อแสดงภาพรวมสถานะของช่องโหว่ใน เครือข่ายต่อทีมงานภายในที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    รายงาน System Health Reports ของ Vulnerability Manager Plus ช่วยแสดงภาพรวมสถานะความมั่นคงปลอดภัยปัจจุบันของเครือข่าย โดยทำการจัดลำดับระบบตามจำนวนและระดับความรุนแรงของช่องโหว่ที่ตรวจพบในแต่ละระบบ รายงานดังกล่าวช่วยให้สามารถมองเห็นสินทรัพย์ที่อยู่ในการบริหารจัดการได้อย่างชัดเจน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  7. การบรรเทาและแก้ไขช่องโหว่ (Mitigating the Vulnerabilities)
  8. เมื่อมีการจัดทำรายงานประเมินช่องโหว่และเผยแพร่ให้แก่ทีมงานภายในที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการดำเนินการแก้ไขและบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดจากช่องโหว่ดังกล่าว โดยขั้นตอนการแก้ไขอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของช่องโหว่ ตัวอย่างการดำเนินการประกอบด้วย การติดตั้งแพตช์ความปลอดภัย (Patch Deployment), การปรับแก้ค่าการตั้งค่าในระบบลงทะเบียน (Registry Changes), การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ใหม่หรือปรับแต่งค่าความปลอดภัยของระบบ (Server Configuration Hardening), การปรับปรุงนโยบายหรือความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Policy Enhancement), การปิดหรือควบคุมพอร์ตที่ไม่จำเป็นหรือมีความเสี่ยง (Closing/Restricting Open Ports), กระบวนการบรรเทาช่องโหว่มีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะไม่ถูกโจมตี และเพื่อรักษาระดับความมั่นคงปลอดภัยโดยรวมของโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ

ประโยชน์ของการใช้เครื่องมือประเมินช่องโหว่ ManageEngine

Vulnerability Manager Plus เป็นเครื่องมือประเมินช่องโหว่ที่ครอบคลุม เพียงตัวเดียวที่องค์กรของคุณจำเป็นต้องใช้ เพื่อแก้ไขความท้าทายที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการ จัดการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ รายละเอียดต่อไปนี้แสดงสี่สถานการณ์ที่ผู้ดูแลระบบไอทีมักพบระหว่างการบริหารจัดการช่องโหว่ พร้อมแนวทางที่เครื่องมือประเมินช่องโหว่ของ ManageEngine ช่วยในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น:

ช่องโหว่ความเสี่ยงสูงที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

พบช่องโหว่ที่มีระดับความเสี่ยงไม่เท่ากันใช่หรือไม่? ให้จัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่โดยพิจารณาจาก ความเป็นไปได้ในการถูกโจมตี (Exploitability) และ ผลกระทบที่เกิดขึ้น (Impact) และดำเนินการแก้ไข ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบขนาดเล็กหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยทำการติดตั้งแพตช์ล่าสุด ให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว

ช่องโหว่ที่สามารถแพตช์ได้ตามรอบการบำรุงรักษาที่กำหนด

มีช่องโหว่มากเกินไปจนแพตช์ไม่ทันใช่ไหม? ด้วยระบบแพตช์ในตัว (Built-in Patching) คุณสามารถตั้งค่าให้กระบวนการแพตช์ทำงานอัตโนมัติตามรอบที่กำหนด เพื่อให้ Endpoint ของคุณได้รับทั้งแพตช์ด้านความปลอดภัยและแพตช์ทั่วไปอยู่เสมอ ช่วยลดภาระงานของทีมไอที ให้มีเวลามุ่งเน้นกับงานที่สำคัญจริง ๆ ได้มากขึ้น

ช่องโหว่ที่จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมทดแทน (Compensating Controls) จนกว่าจะมีแพตช์แก้ไขอย่างเป็นทางการ

Vulnerability Manager Plus นำเสนอชุดมุมมองเฉพาะสำหรับการระบุช่องโหว่ประเภท Zero-day หรือช่องโหว่ที่เปิดเผยสู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Work-arounds) เพื่อลดความเสี่ยงชั่วคราวก่อนที่แพตช์อย่างเป็นทางการจะถูกปล่อยออกมา นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ผู้ดูแลทราบสถานะของระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันที่หมดอายุแล้วหรือใกล้หมดอายุการสนับสนุน ซึ่งหมายความว่าจะไม่ได้รับแพตช์แก้ไขเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการอีกต่อไป

ช่องโหว่ที่สามารถได้รับการยกเว้นจากการแพตช์ (Patch Exemptions)

สามารถสร้างกลุ่มคอนฟิกเฉพาะ (Custom Groups) เพื่อแยกเซิร์ฟเวอร์ที่มีความพร้อมใช้งานสูง (High-availability Servers) และยกเว้นช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงต่ำกว่าออกจากเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการหยุดให้บริการ (Downtime) นอกจากนี้ สามารถใช้ความสามารถในการ ปฏิเสธแพตช์ (Decline Patch) สำหรับระบบ Production หากแพตช์นั้นมีปัญหา จนกว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะออกแพตช์เวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้ว

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทำ Vulnerability Assessment ของ ManageEngine สามารถเยี่ยมชมได้ที่ ลิงก์นี้

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)

cisa cover

CISA เปิดเผย 30 ช่องโหว่ที่ถูกโจมตีมากที่สุดตั้งแต่ปี 2020

Learn more
essential-ebook-cover

7 คำถามสำคัญในการบริหารจัดการช่องโหว่ พร้อมคำอธิบาย

Learn more
cpc-top-banner

5 ประโยชน์หลักของการผสานระบบ Patch Management และ Vulnerability Management เข้าด้วยกัน

Learn more
e-book cover

6 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนของช่องโหว่อย่างมีประสิทธิผล

Learn more

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tools)

Vulnerability Assessment (หรือ Vulnerability Analysis) คืออะไร?

Vulnerability Assessment คือกระบวนการในการระบุ (Identifying), ประเมินระดับความรุนแรง (Quantifying) และจัดลำดับความสำคัญ (Prioritizing) ของช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้นภาย ในเครือข่ายขององค์กร จุดประสงค์ของการประเมินช่องโหว่ คือการช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาและจัดการกับช่องโหว่ได้ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้ประโยชน์ (Exploit)

ทำไมองค์กรจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool)?

จำนวนช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security Vulnerabilities) มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากช่องโหว่เหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจถูกผู้ไม่ประสงค์ดี (Cybercriminals) นำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ได้ น่าเสียดายที่ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่มีทรัพยากรหรือเวลาเพียงพอในการตรวจสอบและจัดการทุกช่องโหว่ด้วยวิธีการแบบแมนนวล ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีโซลูชันที่มุ่งเน้นการจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ (Prioritization-Focused Solution) เพื่อช่วยในการตรวจจับและแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ Vulnerability Assessment Tool เพื่อดำเนินการประเมินช่องโหว่แบบฉับพลัน (Spontaneous Vulnerability Analysis) และช่วยให้องค์กรมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่องโหว่ใดมีความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มถูกนำไปใช้โจมตี เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องสำคัญได้อย่างทันท่วงที

เครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool) ทำงานอย่างไร?

เครื่องมือประเมินช่องโหว่จะทำการสแกนช่องโหว่บนอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) เพื่อระบุจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น หลังจากดำเนินการวิเคราะห์ช่องโหว่ (Vulnerability Analysis) เครื่องมือจะประเมินระดับความเสี่ยงที่ช่อง โหว่แต่ละรายการก่อให้เกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญ ของช่องโหว่ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขก่อนเป็นลำดับแรก

เครื่องมือประเมินช่องโหว่มีให้ใช้งานฟรีหรือไม่?

ท่านสามารถทดลองใช้งานเครื่องมือประเมินช่องโหว่ของ ManageEngine ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 30 วันหลังการดาวน์โหลด และสำหรับองค์กรที่มีอุปกรณ์ไม่เกิน 25 เครื่อง สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

วิธีประเมินช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย — รายการตรวจสอบการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Checklist)

เครื่องมือประเมินช่องโหว่ส่วนใหญ่จะอ้างอิงตัวชี้วัดพื้นฐาน เช่น ระดับความรุนแรงของช่องโหว่ และคะแนนตามระบบ Common Vulnerability Scoring System (CVSS) เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หากต้องการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงของช่องโหว่ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยที่ลึกกว่าตัวชี้วัดพื้นฐานดังกล่าว

ควรพิจารณารายการตรวจสอบต่อไปนี้เมื่อทำการวิเคราะห์ ช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย:

  • มีการเปิดเผยโค้ดโจมตี (Exploit) สำหรับช่องโหว่นี้ต่อสาธารณะแล้วหรือไม่?
  • ช่องโหว่นี้แฝงตัวอยู่ในอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) นานเพียงใด?
  • ช่องโหว่นี้สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ (Exploit) ได้ยากหรือง่ายเพียงใด?
  • ผู้ผลิต (Vendor) ได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วหรือไม่?
  • มีการใช้เครื่องมือประเมินช่องโหว่เพื่อสกัดข้อมูลเชิง ลึกจากข้อมูลการสแกนหรือไม่?
  • เครื่องมือประเมินช่องโหว่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยง (Mitigation Controls) ในกรณีที่ยังไม่มีแพตช์หรือไม่?
  • สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบเป็นระบบฐานข้อมูลหรือเว็บ เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลสำคัญและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจหลักหรือไม่?

หากองค์กรของท่านพึ่งพาเครื่องมือประเมินช่องโหว่เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ควรกำหนดเป็นหลักปฏิบัติในการตรวจสอบว่าโซลูชันที่ใช้อยู่สามารถตอบโจทย์รายการตรวจสอบดังกล่าวได้หรือไม่

ประเภทของการประเมินช่องโหว่ (Types of Vulnerability Assessment)

เมื่อดำเนินการประเมินและวิเคราะห์ช่องโหว่ แนะนำให้จัดกลุ่มตามประเภทของการประเมินเพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไข (Remediation) ได้อย่างรวดเร็ว โดยประเภทของการประเมินช่องโหว่สามารถจำแนกได้ดังนี้:

  1. การประเมินช่องโหว่ในระดับแอปพลิเคชัน (Application-based Vulnerability Assessment) ใช้สำหรับตรวจสอบช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันที่ถูกติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์ปลายทางภายในเครือข่าย เช่น ช่องโหว่หรือข้อบกพร่องทั่วไปของแอปพลิเคชัน, ความมั่นคงปลอดภัยของ ฐานข้อมูล, การตั้งค่า (Configurations) ที่ผิดพลาด, โปรโตคอลด้านความปลอดภัยอื่น ๆ
  2. การประเมินช่องโหว่ในระดับเครือข่าย (Network-based Vulnerability Assessment) มุ่งเน้นการสแกนอุปกรณ์ในเครือข่าย เช่น: Servers, Laptops, Routers ,อุปกรณ์เครือข่ายอื่น ๆ เพื่อค้นหา: การตั้งค่าที่ไม่เหมาะสม (Misconfigurations), ระบบที่มีช่องโหว่หรือยังไม่ได้รับแพตช์ (Unpatched systems & software), ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้ประโยชน์ในการโจมตี
  3. การประเมินช่องโหว่ในระบบคลาวด์ (Cloud-based Vulnerability Assessment) ใช้ในการสแกนและตรวจจับช่องโหว่ใน แอปพลิเคชันที่รันอยู่บน Cloud, ผู้ให้บริการ Cloud service providers, Cloud servers, ระบบที่ถูก deploy บน Cloud infrastructure

ประโยชน์ของการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Benefits)

  • ตรวจพบภัยคุกคามที่สามารถถูกโจมตีได้ในระยะเวลาอันใกล้ และต้องการ การ มีส่วนร่วมจากผู้ใช้น้อยมากหรือแทบไม่ต้องมีเลย
  • ช่วยให้เข้าใจบริบทของช่องโหว่ เพื่อประเมินลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วน และระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • จัดลำดับความสำคัญของการตอบสนอง (Response Prioritization) เช่น การออกแพตช์ (Patching) หรือการใช้วิธีบรรเทาความเสี่ยง (Mitigation Workarounds)
  • ที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เช่น HIPAA และ PCI DSS.
  • ลดผลกระทบจากการออกแพตช์ที่อาจรบกวนการดำเนินธุรกิจโดย ซอฟต์แวร์ประเมินช่องโหว่ ช่วยให้สามารถแยกแยะได้ว่า ช่องโหว่ใดมีแนวโน้มถูกโจมตีจริงและช่องโหว่ใดมีความสำคัญน้อยกว่า เพื่อเลื่อนการออกแพตช์ในประเด็นที่ ต้นทุนการแก้ไขสูงกว่าอัตราความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้น

วิธีเลือกเครื่องมือประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment Tool) ที่เหมาะสมที่สุด

การเลือกเครื่องมือประเมินช่องโหว่อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายองค์กร ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่อไปนี้ ฟังก์ชันการทำงาน (Functionality) ครอบคลุมการตรวจจับ วิเคราะห์ และจัดลำดับความเสี่ยง, การรองรับการขยายระบบ (Scalability) สามารถรองรับจำนวนอุปกรณ์และระบบที่เพิ่มขึ้นได้, ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) อินเทอร์เฟซเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ลดภาระการทำงานของทีม, ความสามารถในการบูรณาการ (Integration) เชื่อมต่อกับระบบ IT/Security อื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น การสนับสนุนหลังการขาย (Support) มีบริการช่วยเหลือและคู่มือประกอบการใช้งานอย่างครบถ้วน ManageEngine Vulnerability Manager Plus ตอบโจทย์ตามเงื่อนไขทั้งหมดนี้ โดยมาพร้อมความสามารถด้านการประเมินช่องโหว่อย่างครบวงจร อินเทอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่าย และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยหลากหลาย