Chrome Extension มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงที่องค์กรต้องควบคุม

ในปัจจุบัน Web Browser ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเปิดเว็บไซต์เท่านั้น แต่กลายเป็นพื้นที่ทำงานหลักของหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานระบบ Cloud, การจัดการเอกสารออนไลน์ หรือการเข้าถึงระบบภายในผ่าน Web Application ต่าง ๆ หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้ Browser อย่าง Google Chrome มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ Chrome Extension ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในระดับผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กร หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Chrome Extension คือ โปรแกรมเสริมขนาดเล็กที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปใน Browser เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงานและช่วยให้การใช้งานสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์การทำงานเฉพาะด้านได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ Chrome Extension จะช่วยเพิ่ม Productivity และความสะดวกสบาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ด้าน Cybersecurity ได้เช่นกัน หากผู้ใช้งานติดตั้ง Extension ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า Chrome Extension ทำงานอย่างไร มีประโยชน์อะไร และมีความเสี่ยงแบบใดบ้าง จึงเป็นสิ่งสำคัญทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและทีม IT Security ขององค์กร

chrome extension คือ, google extensions และ malicious extension

Google Chrome Extension คืออะไร

Chrome Extension คือ โปรแกรมเสริมขนาดเล็กที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับ Web Browser อย่าง Google Chrome โดยผู้ใช้งานสามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เพื่อช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งในภาษาไทยมักเรียกว่า ปลั๊กอิน Google Chrome

โดยหลักการทำงานของ Chrome Extension จะเป็นการเชื่อมต่อกับ Browser ผ่านชุดคำสั่งหรือ Script ที่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บไซต์บางส่วนตามสิทธิ์ที่ผู้ใช้อนุญาต เช่น การอ่านข้อมูลบนหน้า Web การแก้ไข Content บางส่วน หรือการทำงานร่วมกับระบบ Cloud Service ต่าง ๆ ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น Extension สำหรับจัดการรหัสผ่าน บล็อกโฆษณา แปลภาษา หรือช่วยบันทึกหน้าจอ

แม้ว่า Chrome Extension จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน Internet และสนับสนุน Workflow ขององค์กรได้อย่างมาก แต่เนื่องจาก Extension บางประเภทอาจขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น Session, Cookies หรือข้อมูลการกรอกแบบฟอร์ม ผู้ใช้งานจึงควรพิจารณาแหล่งที่มาและสิทธิ์การเข้าถึงอย่างรอบคอบก่อนติดตั้งทุกครั้ง

5 แนะนำ Chrome Extension ที่น่าใช้งานบน Google Chrome

การเลือก Chrome Extension ที่เหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะสายงาน Digital, Marketing และ Web Development ที่ต้องทำงานผ่าน Browser เป็นหลัก ต่อไปนี้คือ 5 ปลั๊กอิน Google Chrome ที่ช่วยให้การวิเคราะห์ ออกแบบ และทำงานออนไลน์สะดวกมากยิ่งขึ้น

CSS Peeper

CSS Peeper เป็น Extension สำหรับนักออกแบบและ Front-End Developer ที่ต้องการตรวจสอบ Style ของเว็บไซต์ เช่น Font, Color, Spacing และ Layout ต่าง ๆ ได้แบบละเอียด ช่วยให้วิเคราะห์ UI ของเว็บไซต์คู่แข่งหรือศึกษาแนวทางการออกแบบได้ง่ายขึ้น

GoFullPage

GoFullPage คือเครื่องมือจับภาพหน้าจอเว็บไซต์แบบ Full Page โดยไม่ต้องเลื่อนและต่อภาพเอง เหมาะสำหรับการเก็บ Reference เว็บไซต์ การทำ Report หรือการบันทึกหลักฐานหน้า Web

Ahrefs SEO Tool Bar

Ahrefs SEO Tool Bar เป็น Extension ด้าน SEO ที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลสำคัญของเว็บไซต์ เช่น Domain Rating, Backlink Profile, Traffic Estimate และ On-Page SEO Insight เหมาะสำหรับสาย Content และ Digital Marketing

Muzli

Muzli เป็นปลั๊กอิน google chrome ที่รวบรวมแรงบันดาลใจด้าน Design, UI/UX และ Creative Trend ไว้ในหน้า Tab ใหม่ ช่วยให้ติดตามเทรนด์และไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

Ubersuggest

Ubersuggest คือ เครื่องมือวิเคราะห์ Keyword และ SEO Insight ที่ช่วยดู Search Volume, Keyword Difficulty และแนวโน้มการค้นหา เหมาะสำหรับการวางแผน Content Strategy และทำ SEO Research

แม้ Chrome Extension เหล่านี้จะช่วยเพิ่ม Productivity ได้อย่างมาก แต่ผู้ใช้งานควรตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา ก่อนติดตั้งใช้งานในสภาพแวดล้อมขององค์กร เพราะการใช้ปลั๊กอิน google chrome สามารถทำให้เกิดผลเสียต่อฐานข้อมูลได้

วิธีติดตั้ง Google Chrome Extension

การติดตั้ง Chrome Extension สามารถทำได้ง่ายและใช้เวลาเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยผู้ใช้งานควรติดตั้งผ่านช่องทางที่เป็นทางการเพื่อความปลอดภัย ดังนี้

ขั้นตอนการติดตั้ง

  1. เปิด Google Chrome และเข้าไปที่ Chrome Web Store
  2. ค้นหา Chrome Extension ที่ต้องการติดตั้ง
  3. ตรวจสอบรายละเอียด เช่น ผู้พัฒนา จำนวนผู้ใช้งาน รีวิว และสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล
  4. คลิกปุ่ม “Add To Chrome”
  5. กดยืนยันการติดตั้งตามหน้าต่างที่ปรากฏ

หลังจากติดตั้งเสร็จ ระบบจะแสดงไอคอน Extension บริเวณมุมขวาบนของ Browser ซึ่งผู้ใช้งานสามารถคลิกเพื่อใช้งานหรือจัดการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ แม้ขั้นตอนการติดตั้งจะไม่ซับซ้อน แต่ควรตรวจสอบ Permission ที่ Extension ขอเข้าถึงทุกครั้ง เช่น การอ่านข้อมูลเว็บไซต์ หรือการเข้าถึงข้อมูลการกรอกแบบฟอร์ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร

ประเภท Chrome Extension ปลอมที่ควรระวัง

แม้ Chrome Extension จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน Browser แต่ใน Chrome Web Store ก็เคยพบกรณี Extension ปลอมหรือ Malicious Extension ที่แฝงตัวมาในรูปแบบเครื่องมือทั่วไป เช่น ตัวจัดการไฟล์ เครื่องมือดาวน์โหลด หรือปลั๊กอินเพิ่มฟังก์ชันยอดนิยม ซึ่งอาจถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลหรือฝังโค้ดอันตรายโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว ต่อไปนี้คือประเภทของ Chrome Extension ปลอมที่พบบ่อย และควรระวังเป็นพิเศษ

  1. Fake Adblock หรือ Fake Utility Tools 
    ปลอมตัวเป็นเครื่องมือบล็อกโฆษณา หรือเครื่องมือช่วยดาวน์โหลดไฟล์ แต่แอบเก็บข้อมูลการท่องเว็บและ Redirect ผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย
  2. Fake Crypto Wallet Extension
    ปลอมเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Wallet สำหรับ Cryptocurrency เพื่อดักจับ Private Key หรือ Seed Phrase ของผู้ใช้งาน
  3. Fake Productivity Tools
    อ้างว่าเป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity เช่น ตัวจัดการ Tab หรือ Note Taking แต่ขอ Permission เข้าถึงข้อมูลทุกเว็บไซต์ (Read And Change All Your Data On All Websites)
  4. Fake AI หรือ Chat Tool
    แอบอ้างเป็น AI Assistant หรือเครื่องมือ Chat ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อดึงข้อมูล Session และข้อมูลการ Login
  5. Clone Extension ชื่อคล้ายของจริง
    ใช้ชื่อและไอคอนคล้ายกับ Extension ที่มีชื่อเสียง แต่พัฒนาโดยผู้สร้างที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ใช้งานสับสนและติดตั้งผิดตัว

Chrome Extension ปลอมเหล่านี้มักขอสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลในระดับสูง เช่น การอ่าน Cookies, การดักจับข้อมูล Form หรือการแก้ไขหน้า Web ซึ่งอาจนำไปสู่การขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้ การโจมตีแบบ Phishing หรือการแพร่กระจาย Malware ภายในองค์กร ดังนั้น การตรวจสอบผู้พัฒนา รีวิว และจำนวนผู้ติดตั้งจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนติดตั้งทุกครั้ง

แฮกเกอร์ใช้ Chrome Extension เจาะระบบ Browser ได้อย่างไร

แม้ Chrome Extension จะถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสามารถให้ Browser แต่หากเป็น Extension ที่ถูกพัฒนาโดยผู้ไม่หวังดี ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือโจมตีที่มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจาก Extension มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบนหน้า Web ตาม Permission ที่ผู้ใช้งานอนุญาต และวิธีที่แฮกเกอร์มักใช้ Chrome Extensionในการโจมตีมีดังนี้

chrome extension คือ, google extensions และ malicious extension

  1. ดักจับข้อมูลการเข้าสู่ระบบ (Credential Harvesting)
    การดักจับข้อมูลการเข้าสู่ระบบ หรือ Credential Harvesting โดย Extension ที่เป็นอันตรายสามารถฝัง Script เพื่อเฝ้าตรวจจับข้อมูลที่ผู้ใช้งานกรอกลงใน Form บนหน้า Web ไม่ว่าจะเป็น Username, Password หรือแม้แต่ข้อมูล Two-Factor Authentication บางประเภท เมื่อกดปุ่ม Login ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกส่งต่อไปยัง Server ของผู้โจมตีโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว
  2. ขโมย Session และ Cookies
    นอกจากนี้ Chrome Extension ที่เป็นอันตรายยังสามารถเข้าถึง Cookies และ Session Token ที่ถูกจัดเก็บอยู่ใน Browser ได้อีกด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่ใช้ยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานหลังจาก Login สำเร็จแล้ว หากแฮกเกอร์สามารถขโมย Session Token ได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องรู้รหัสผ่านเลย เพราะสามารถนำ Token ไปใช้ Hijack บัญชีผู้ใช้งานได้ทันที
  3. แทรกโค้ดอันตรายลงในหน้าเว็บไซต์
    Malicious Chrome Extension ไม่ได้เพียงแค่ดักจับข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสามารถแก้ไข Content ของหน้า Web ได้โดยตรงผ่านสิทธิ์ที่ผู้ใช้งานอนุญาต เมื่อ Extension ได้รับอนุญาตในการ “Read And Change Data On Websites” ก็สามารถฝัง Script เพิ่มเติมลงในหน้าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้กำลังเปิดอยู่ได้ทันที
  4. ติดตามพฤติกรรมการใช้งาน (Tracking)
    Chrome Extension บางตัวอาจถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลประวัติการท่องเว็บของผู้ใช้งาน เช่น เว็บไซต์ที่เข้าใช้งาน ความถี่ในการเข้าชม หรือแม้แต่ข้อมูลที่คลิกบนหน้า Web หาก Extension ได้รับอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ทั้งหมด เพื่อนำไปขายหรือใช้ในการโจมตีแบบ Phishing ที่มีความแม่นยำสูงได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว
  5. ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีในองค์กร
    Chrome Extension ที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจกลายเป็น Entry Point ของการโจมตีในองค์กรได้ โดยอาจถูกใช้แพร่กระจาย Malware หรือดักจับข้อมูลจากบัญชี Cloud ที่พนักงานใช้งานอยู่ หากผู้โจมตีเข้าถึงระบบสำคัญได้แล้ว อาจนำไปสู่ Data Breach และการขยายการโจมตีภายในเครือข่ายองค์กร ดังนั้น การควบคุม Extension จึงเป็นมาตรการสำคัญด้าน Security ที่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องจาก Chrome Extension สามารถขอสิทธิ์ “Read And Change All Your Data On All Websites” ได้ หากผู้ใช้งานกดยอมรับโดยไม่ตรวจสอบ จึงอาจเปิดช่องให้แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว การควบคุมและตรวจสอบ Extension ภายในองค์กรจึงเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง Browser Security และ Endpoint Security ที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีตรวจสอบ Chrome Extension ที่ไม่ปลอดภัย

การตรวจสอบ Chrome Extension อย่างสม่ำเสมอเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity โดยเฉพาะในองค์กรที่พนักงานใช้งาน Browser เพื่อเข้าถึงระบบ Cloud และข้อมูลสำคัญ ต่อไปนี้คือวิธีเช็กว่า Chrome Extension ใดอาจไม่ปลอดภัย

  1. ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง (Permission)
    เข้าไปที่เมนู Extensions เพื่อตรวจสอบว่า Chrome Extension ขอสิทธิ์อะไรบ้าง โดยเฉพาะสิทธิ์ระดับสูง เช่น “Read And Change All Your Data On All Websites” หากสิทธิ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการทำงานของ Extension ควรหลีกเลี่ยงทันที เพราะอาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรได้
  2. ตรวจสอบผู้พัฒนาและแหล่งที่มา
    ก่อนติดตั้ง Chrome Extension ควรตรวจสอบผู้พัฒนา และแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ เช่น มี Website อย่างเป็นทางการ ข้อมูลติดต่อชัดเจน และรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่โปร่งใสหรือไม่ Extension ที่น่าเชื่อถือมักมีข้อมูลบริษัทและคำอธิบายการทำงานชัดเจน นอกจากนี้ควรตรวจสอบประวัติการอัปเดตด้วย หากไม่มีการอัปเดตเป็นเวลานาน หรือเพิ่งถูกเผยแพร่โดยไม่มีข้อมูลย้อนหลัง อาจมีความเสี่ยง
  3. เช็กจำนวนผู้ใช้งานและรีวิว
    อีกหนึ่งวิธีประเมินความน่าเชื่อถือของ Chrome Extension คือการตรวจสอบจำนวนผู้ติดตั้งและคะแนนรีวิว โดยทั่วไป Extension ที่ปลอดภัยมักมีผู้ใช้งานจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และรีวิวสะท้อนประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่คะแนนเฉลี่ยสูงเพียงอย่างเดียว ควรอ่านรายละเอียดรีวิวด้วย หากพบการแจ้งเตือนเรื่องการเก็บข้อมูลผิดปกติ การ Redirect หรือปัญหาด้าน Security ควรหลีกเลี่ยงทันที รวมถึงระวังรีวิวจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจเป็น Fake Review เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม
  4. สังเกตพฤติกรรมผิดปกติของ Browser
    อีกหนึ่งสัญญาณเตือนคือพฤติกรรมผิดปกติของ Browser หลังติดตั้ง Chrome Extension เช่น หน้า Homepage หรือ Default Search Engine ถูกเปลี่ยนเอง มี Pop-Up จำนวนมาก หรือ Browser ช้าลงผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่า Extension กำลังทำงานบางอย่างอยู่เบื้องหลังหากพบการ Redirect ไปยังเว็บไซต์แปลก ๆ มีลิงก์ถูกแทรกเพิ่มในหน้า Web หรือมีการแจ้งเตือน Security ที่ไม่คุ้นเคย ควรตรวจสอบและลบ Extension ที่ติดตั้งล่าสุดทันที เพราะ มีการฝัง Script เพื่อขโมยข้อมูลหรือแพร่กระจาย Malware ได้โดยไม่รู้ตัว
  5. ตรวจสอบผ่านนโยบายองค์กร (สำหรับ Enterprise)
    สำหรับองค์กร การปล่อยให้พนักงานติดตั้ง Chrome Extension อย่างอิสระอาจเพิ่มความเสี่ยงด้าน Security ควรกำหนด Policy ที่ชัดเจน เช่น จัดทำ Whitelist และ Blacklist เพื่อควบคุมการติดตั้งปลั๊กอิน Google Chrome ที่ผ่านการประเมินแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ ควรใช้เครื่องมือบริหารจัดการ Endpoint เพื่อให้สามารถตรวจสอบ Extension ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์พนักงาน และบังคับใช้นโยบายจากส่วนกลางจะช่วยเพิ่ม Visibility และลดโอกาสเกิด Browser-Based Attack 

การตรวจสอบ Chrome Extension อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูล การโจมตีแบบ Phishing และการแพร่กระจาย Malware ภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีถอนการติดตั้ง Chrome Extension ที่ไม่ปลอดภัย

หากตรวจพบว่า Chrome Extension ใดมีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่น่าเชื่อถือ ควรถอนการติดตั้งทันทีเพื่อลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity โดยสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนดังนี้

Step 1 : เปิด Google Chrome 
Step 2 : คลิกไอคอนรูปจิ๊กซอว์ (Extensions) บริเวณมุมขวาบนของ Browser
Step 3 : เลือก “Manage Extensions”
Step 4 : ค้นหา Chrome Extension ที่ต้องการลบ
Step 5 : คลิกปุ่ม “Remove” และกดยืนยันการลบ

หลังจากถอนการติดตั้งแล้ว ควรปิดและเปิด Browser ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า Extension ถูกลบออกอย่างสมบูรณ์ หากยังพบพฤติกรรมผิดปกติ ในบางกรณี Malicious Extension อาจเปลี่ยนการตั้งค่า Homepage หรือ Search Engine ควรตรวจสอบและรีเซ็ตการตั้งค่า Browser เพิ่มเติม รวมถึงสแกนอุปกรณ์ด้วยโปรแกรมด้าน Endpoint Security เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจหลงเหลืออยู่

เสริมความปลอดภัยให้องค์กรของคุณจากการใช้ปลั๊กอิน Google Chrome ด้วยโซลูชั่นแนะนำ

ในระดับองค์กร การปล่อยให้พนักงานติดตั้ง Chrome Extension ได้อย่างอิสระ อาจกลายเป็นช่องโหว่ด้าน Security โดยที่ทีม IT ไม่สามารถมองเห็นความเสี่ยงได้แบบ Real-Time ดังนั้น การใช้ระบบบริหารจัดการ Endpoint ที่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และบังคับใช้นโยบายได้จากศูนย์กลาง จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า

chrome extension คือ, google extensions และ malicious extension

ManageEngine Endpoint Central คือโซลูชันด้าน Unified Endpoint Management (UEM) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Desktop, Laptop หรือ Mobile Device ได้จากศูนย์กลางเดียว พร้อมความสามารถด้าน Browser Security เช่น

  • ควบคุมและจำกัดการติดตั้ง Chrome Extension ตาม Policy ขององค์กร
  • กำหนด Whitelist / Blacklist สำหรับ Extension ที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต
  • ตรวจสอบ Extension ที่ถูกติดตั้งในอุปกรณ์พนักงานแบบรวมศูนย์
  • บังคับถอนการติดตั้ง Extension ที่ไม่ปลอดภัยจากระยะไกล
  • ตรวจสอบ Compliance และสร้าง Report สำหรับ Audit

ด้วย Endpoint Central องค์กรไม่เพียงแค่ “ลบ Extension ที่ไม่ปลอดภัย” หลังเกิดปัญหา แต่สามารถ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ” ด้วยการกำหนด Policy ที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูล การโจมตีผ่าน Browser และการแพร่กระจาย Malware ภายในเครือข่ายองค์กร หากองค์กรของคุณต้องการควบคุมความเสี่ยงจาก Chrome Extension อย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับ Endpoint Security ทดลองใช้ Endpoint Central ฟรี 30 วันที่นี่

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand