DDoS คือ อะไร? ทำไมแค่คำสั่งไม่กี่บรรทัดถึงล่มทั้งระบบได้ในพริบตา

เมื่อโลกเชื่อมต่อถึงกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ความสะดวกสบายและโอกาสทางธุรกิจได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทว่าในเงามืดของเทคโนโลยีอันเจริญล้ำหน้า มีภัยร้ายที่คอยจ้องเล่นงานระบบคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือการโจมตีแบบ DDoS ซึ่งแม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถล่มทั้งเว็บไซต์ องค์กร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในชั่วพริบตา หากคุณยังไม่รู้ว่า DDoS คือ อะไร บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับภัยเงียบที่รุนแรงอย่างลึกซึ้ง

ความหมายของการโจมตีแบบ DDoS คืออะไร

DDoS หรือ Distributed Denial of Service คือ การโจมตีที่ใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ส่งคำขอหรือข้อมูลจำนวนมหาศาลไปยังระบบเป้าหมายพร้อมกันจนระบบดังกล่าวไม่สามารถให้บริการตามปกติได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นการ "ท่วม" ระบบด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลจนระบบรับไม่ไหวและหยุดทำงาน คล้ายกับการมีลูกค้าแห่กันเข้าไปในร้านค้ามากเกินไปจนร้านแน่นและไม่สามารถให้บริการใครได้เลย

ประวัติและจุดเริ่มต้นของการโจมตี DDoS

ย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต การโจมตีแบบ DDoS ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยมีการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า "Panix" โจมตีระบบของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายหนึ่งในนิวยอร์กจนล่มเป็นเวลาหลายวัน แม้จะเป็นเพียงการทดลองในระดับเล็ก แต่เหตุการณ์นั้นได้จุดประกายให้อาชญากรไซเบอร์หันมาใช้วิธีการนี้เพื่อก่อกวน ทำลาย หรือแม้กระทั่งเรียกค่าไถ่จากองค์กรและสถาบันสำคัญทั่วโลก

หลักการทำงานของ DDoS Attack คือ อะไร

หัวใจของการโจมตีแบบ DDoS คือ การใช้ทรัพยากรจากหลายแหล่ง (distributed) ร่วมกันโจมตีเป้าหมายเดียว โดยผู้ไม่หวังดีจะควบคุมอุปกรณ์หลายพันหรือหลายหมื่นเครื่องที่ติดมัลแวร์ไว้ล่วงหน้า (เรียกว่า botnet) เพื่อรอคำสั่งยิงข้อมูลมหาศาลเข้าสู่เป้าหมายในเวลาเดียวกัน เมื่อคำขอมากเกินกว่าที่ระบบสามารถจัดการได้ ระบบก็จะเริ่มชะงัก ช้า และในที่สุดก็หยุดทำงาน

DoS Attack vs DDoS Attack ?

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง DoS (Denial of Service) กับ DDoS เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตระหนักถึงระดับความรุนแรงของการโจมตี:

  • DoS คือการโจมตีจากเครื่องเดียวหรือแหล่งเดียว อาจส่งคำขอซ้ำ ๆ ไปยังระบบจนระบบช้าและล่ม
  • DDoS เป็นการต่อยอดจาก DoS โดยใช้หลายเครื่องจากหลายตำแหน่งที่แตกต่างกันทั่วโลกพร้อมกันในการโจมตี ทำให้มีความรุนแรงและตรวจสอบย้อนกลับได้ยากยิ่งกว่าเดิม

เบื้องหลังการทำงานของการโจมตีแบบ DDoS

ภาพจำง่าย ๆ คือ เมื่อใครบางคนสั่งให้เครื่องนับหมื่นจากทั่วโลกส่งคำขอเข้าเว็บไซต์ของคุณในเวลาเดียวกัน ก็เหมือนคุณมีลูกค้าแสนรายเข้ามาสั่งอาหารพร้อมกันในร้านเล็ก ๆ ระบบไม่เพียงแค่ช้า แต่จะหยุดนิ่งทันที การทำงานนี้อาศัยโครงข่าย botnet ซึ่งมักประกอบด้วยอุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้รับการป้องกันที่ดี เช่น กล้องวงจรปิด หรือเราเตอร์ตามบ้าน ผู้โจมตีจะส่งคำสั่งให้ทุกเครื่องยิงข้อมูลไปยังเป้าหมาย พร้อมกันจนเกิด overload ทำให้บริการไม่สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้จริงได้อีกต่อไป

รูปแบบและประเภทของการโจมตี DDoS ที่ควรรู้

การโจมตี DDoS มีความหลากหลายและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละประเภทมีเป้าหมายเฉพาะตัว:

  1. Volumetric Attacks
    การโจมตีแบบเน้นปริมาณ ส่งข้อมูลมหาศาลเพื่อทำให้แบนด์วิธของระบบเป้าหมายเต็มเร็วที่สุด เป็นการโจมตีแบบตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง เช่น UDP Flood หรือ ICMP Flood
  2. Protocol Attacks
    โจมตีที่ช่องโหว่ของโปรโตคอลเครือข่าย เช่น การสร้างการเชื่อมต่อ TCP แบบไม่สมบูรณ์ (SYN Flood) เพื่อใช้ทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ให้หมดไปโดยไม่จำเป็น
  3. Application-Layer Attacks
    เล็งเป้าที่ชั้นแอปพลิเคชัน เช่น HTTP Flood ที่ดูเหมือนคำขอปกติแต่แฝงไว้ด้วยเจตนาโจมตี ซึ่งอาจทำให้เว็บล่มโดยไม่ต้องใช้ทราฟฟิกสูงมากนัก
  4. Reflection Amplification Attacks
    ใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวกลางเป็นเครื่องมือสะท้อนคำสั่ง เช่น DNS หรือ NTP เพื่อเพิ่มขนาดของทราฟฟิกหลายเท่าตัวจากคำขอเพียงครั้งเดียว ก่อนจะส่งไปยังเหยื่อ
  5. Multi-Vector Attacks
    เป็นการโจมตีแบบผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เช่น เริ่มด้วย Volumetric แล้วตามด้วย Application Layer เพื่อให้ระบบป้องกันรับมือไม่ทัน และเพิ่มความรุนแรงสูงสุด

เจาะลึก 7 ชั้นของการโจมตี DDoS ภายใต้โมเดล OSI

เพื่อเข้าใจโครงสร้างของ Distributed denial-of-service Attack ได้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมองผ่านกรอบแนวคิดของ OSI Model ซึ่งแบ่งการสื่อสารเครือข่ายออกเป็น 7 ชั้น โดยแต่ละชั้นล้วนเป็นเป้าหมายที่อาจตกอยู่ในความเสี่ยง

  1. Physical Layer Attacks
    เป็นการโจมตีที่ระดับฮาร์ดแวร์ เช่น การรบกวนสัญญาณเครือข่าย การตัดสายเคเบิล หรือการใช้คลื่นรบกวนเพื่อขัดขวางการรับส่งข้อมูลพื้นฐาน
  2. Data Link Layer Attacks
    การโจมตีในระดับเฟรมของข้อมูล เช่น MAC Flooding ที่ส่งเฟรมจำนวนมากเข้าอุปกรณ์สวิตช์จนตาราง MAC เต็ม ทำให้ระบบไม่สามารถส่งข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
  3. Network Layer Attacks
    เล็งเป้าหมายที่ IP Protocol เช่น ICMP Flood, Smurf Attack หรือการปลอมแปลงที่อยู่ IP เพื่อสร้างข้อมูลปลอมปริมาณมากเข้าสู่เครือข่าย
  4. Transport Layer Attacks
    เป็นที่มาของการโจมตีที่รู้จักกันดีอย่าง TCP SYN Flood ซึ่งเป็นการส่งคำขอเชื่อมต่อจำนวนมากแต่ไม่ตอบกลับ ทำให้ระบบเปิดการเชื่อมต่อค้างไว้โดยไร้ประโยชน์
  5. Session Layer Attacks
    เล็งเป้าหมายที่การจัดการ session เช่น การโจมตีที่ทำให้การเชื่อมต่อของผู้ใช้ที่แท้จริงถูกตัดหรือแทรกแซงระหว่างการสื่อสารกับระบบ
  6. Presentation Layer Attacks
    อาจรวมถึงการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัส หรือการตีความข้อมูล เช่น การปลอมแปลงใบรับรองดิจิทัล (SSL Spoofing) เพื่อหลอกระบบว่าเป็นผู้ใช้ที่น่าเชื่อถือ
  7. Application Layer Attacks
    เน้นโจมตีบริการเฉพาะ เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล หรือ API โดยใช้วิธีการที่แนบเนียน เช่น HTTP Flood หรือ Slowloris ที่ทำให้บริการช้าลงหรือหยุดชะงักโดยไม่ต้องใช้ทราฟฟิกสูงมาก

ทำไมองค์กรไทยควรตระหนักถึงภัยการโจมตี DDoS

  • สถิติจากหลายแหล่งระบุว่าองค์กรในประเทศไทยถูกโจมตี DDoS ถี่ขึ้น โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สาธารณสุข การเงิน และโทรคมนาคม
  • การโจมตีมักมาพร้อมกับความขัดแย้งด้านสังคมหรือการประท้วง ทำให้เว็บไซต์ของรัฐตกเป็นเป้าหมายเพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์
  • ความเสียหายทางธุรกิจจากการหยุดชะงักไม่เพียงกระทบด้านรายได้ แต่ยังส่งผลถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว
  • ภัยคุกคามเหล่านี้ทำให้องค์กรไทยจำเป็นต้องยกระดับระบบความมั่นคงไซเบอร์และมีแผนรับมืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเช่น ManageEngine เพื่อมอนิเตอร์และตอบสนองภัยคุกคามได้ทันเวลา

เหตุการณ์ DDoS Attack ที่โด่งดัง

หนึ่งในเหตุการณ์โจมตี DDoS ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 2018 บริษัท Ubisoft ผู้พัฒนาเกมชื่อดังระดับโลก ต้องเผชิญกับการโจมตี DDoS ครั้งใหญ่ในวันที่เปิดตัวเกม Assassin’s Creed Odyssey ซึ่งเป็นเกมที่ผู้เล่นทั่วโลกรอคอย

ทันทีที่เปิดให้ดาวน์โหลด เกมและเว็บไซต์หลักของ Ubisoft กลับไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ การโจมตี DDoS ครั้งนี้ส่งผลให้ระบบออนไลน์ทั้งหมดของ Ubisoft ชะงัก ไม่เพียงแต่ผู้เล่นจะเข้าเกมไม่ได้ แต่ยังไม่สามารถซื้อเกมผ่านช่องทางออนไลน์ได้อีกด้วย

แม้บริษัทจะสามารถกู้ระบบกลับมาได้ในเวลาต่อมา แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังคงประสบปัญหาการเชื่อมต่อขาดหายเป็นระยะ ซึ่ง Ubisoft ยอมรับว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ “เกิดขึ้นเป็นประจำกับผู้ให้บริการออนไลน์” นอกจากนี้ เกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Final Fantasy XIV ของค่าย Square Enix ก็ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการโจมตีครั้งนี้หรือไม่

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการโจมตี DDoS ที่สามารถทำให้ระบบขนาดใหญ่ขององค์กรระดับโลกหยุดชะงักได้ภายในไม่กี่นาที สะท้อนให้เห็นว่าภัยไซเบอร์รูปแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกองค์กร ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม

บทบาทของ ManageEngine ในการป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้

จากเหตุการณ์ Ubisoft จะเห็นได้ว่าองค์กรที่พึ่งพาระบบออนไลน์จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับและแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเสียหายจาก DDoS ซึ่ง ManageEngine Log360 สามารถตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบริหารจัดการและวิเคราะห์ Log จากระบบต่าง ๆ แบบครบวงจร

คุณสมบัติเด่นของ Log360 ในการช่วยรับมือการโจมตี DDoS ได้แก่

  • ตรวจจับการเชื่อมต่อซ้ำ ๆ จาก IP เดียวหรือกลุ่ม IP ที่น่าสงสัย
  • แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อพบพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการโจมตี DDoS
  • วิเคราะห์ Log จาก Firewall, Router, และ Security Gateway เพื่อหาต้นตอของทราฟฟิกผิดปกติ
  • สร้างรายงานอัตโนมัติเพื่อใช้ในการสืบสวนหรือจัดทำรายงานด้าน Compliance

ด้วยระบบนี้ ผู้ดูแลไอทีสามารถรับรู้เหตุการณ์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงที่ระบบจะล่ม และป้องกันไม่ให้องค์กร “ตกเป็นข่าวในทางลบ” เช่นเดียวกับกรณีของ Ubisoft ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราและทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้ที่นี่ 

แนวทางป้องกันการโจมตีแบบ DDoS อย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันการโจมตี Distributed denial-of-service Attack ไม่ได้มีเพียงการติดตั้ง Firewall เท่านั้น แต่อาศัยการวางแผนเชิงกลยุทธ์และเครื่องมือเฝ้าระวังเชิงลึก เช่น การใช้ระบบตรวจจับทราฟฟิกแบบเรียลไทม์ การใช้ Content Delivery Network (CDN) เพื่อกระจายโหลด และการตั้งค่า Rate Limiting เพื่อจำกัดจำนวนคำขอจากผู้ใช้ต่อวินาที รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ DDoS เพื่อเตรียมพร้อมแผนตอบสนองล่วงหน้า

กลุ่มเว็บไซต์ที่มักตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี DDoS

เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น เช่น ธนาคาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หน่วยงานภาครัฐ และเกมออนไลน์ มักตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี DDoS เนื่องจากมีผลกระทบทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจสูง การโจมตีเว็บไซต์เหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายด้านชื่อเสียงและความเชื่อมั่นในระดับประเทศได้ทันที

ผลกระทบทางธุรกิจจากการถูกโจมตีด้วย DDoS

เมื่อเกิดการโจมตี DDoS ระบบเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์อาจหยุดทำงานชั่วคราว ส่งผลให้ธุรกิจสูญเสียรายได้ การให้บริการลูกค้าถูกขัดจังหวะ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ตัวอย่างเช่น องค์กรที่ให้บริการออนไลน์ 24 ชั่วโมงจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงของ Downtime อาจเท่ากับความเสียหายหลักล้านบาท

วิธีลดความเสี่ยงและผลเสียจากการโจมตี DDoS

องค์กรควรมีการตรวจสอบทราฟฟิกเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ ติดตั้งระบบตรวจจับความผิดปกติ และเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่มีระบบ DDoS Protection นอกจากนี้ การอบรมพนักงานให้รู้จักภัยคุกคามไซเบอร์ และการวางนโยบายการตอบสนองต่อเหตุการณ์ (Incident Response Plan) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุจริง

กลยุทธ์ในการเสริมความปลอดภัยออนไลน์ให้แก่องค์กร

เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร เช่น การใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน การอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ การเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-Factor Authentication) และการสำรองข้อมูลในระบบคลาวด์หรือเซิร์ฟเวอร์สำรอง เพื่อให้สามารถกู้ระบบกลับมาได้รวดเร็วหลังการโจมตี

แรงจูงใจเบื้องหลังการก่อเหตุโจมตี DDoS

ผู้โจมตี DDoS มักมีแรงจูงใจหลากหลาย เช่น

  • การประท้วงทางการเมือง (Hacktivism)
  • การเรียกค่าไถ่ (Ransom DDoS)
  • การแข่งขันทางธุรกิจ
  • การทดสอบขีดจำกัดของระบบหรือสร้างความวุ่นวายเพื่อชื่อเสียงในกลุ่มแฮ็กเกอร์
  • การเข้าใจแรงจูงใจเหล่านี้ช่วยให้องค์กรวางแผนป้องกันได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

แนวโน้มและสถิติการโจมตี DDoS ในปัจจุบัน

ในปีที่ผ่านมา การโจมตีแบบ DDoS ทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยมีแนวโน้มการใช้เทคนิค Multi-Vector ที่ซับซ้อนมากขึ้น การโจมตีที่มีความเร็วสูงและกินแบนด์วิธมากกว่า 1 Tbps ถูกบันทึกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีต่อภาครัฐและธนาคารออนไลน์

เหตุผลที่การป้องกัน DDoS เป็นเรื่องซับซ้อนและท้าทาย

เพราะการโจมตี DDoS มักมาจากแหล่งที่มาหลายพันแห่งทั่วโลก ทำให้ยากต่อการแยกแยะทราฟฟิกปกติและทราฟฟิกที่เป็นอันตราย อีกทั้งเทคนิคการโจมตีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เช่น การใช้ Botnet จากอุปกรณ์ IoT ที่ตรวจจับได้ยาก และการโจมตีแบบ Multi-Vector ที่ซ่อนอยู่ในหลายชั้นของเครือข่าย ทำให้องค์กรจำเป็นต้องมีเครื่องมือวิเคราะห์ที่อัจฉริยะและตอบสนองได้ทันเวลา