Vulnerability Scanner คือเครื่องมือขั้นสูงแบบอัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อสแกน Endpoints ภายในเครือข่าย เพื่อค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ พอร์ตที่เปิดใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต การตั้งค่าระบบที่คลาดเคลื่อน ปัญหาด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Issues) และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เครื่องมือนี้มีความสำคัญในการระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างการป้องกันที่มั่นคงให้กับโครงสร้างพื้นฐาน IT ขององค์กร
Vulnerability Scanner สมัยใหม่มอบความสามารถดังต่อไปนี้:
โดยอ้างอิงจากลักษณะการทำงานและสถาปัตยกรรมของระบบ เครื่องมือสแกนช่องโหว่ (Vulnerability Scanners) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
สำหรับองค์กรที่ต้องการทดลองใช้งานเครื่องมือสแกนช่องโหว่เพื่อระบุและแก้ไขจุดอ่อนด้านความปลอดภัยเชิงรุก ManageEngine Vulnerability Manager Plus รุ่นฟรี (Free Edition) ถือเป็นโซลูชันที่เหมาะสมต่อการทดสอบก่อนนำไปใช้จริงภายในองค์กร
เครื่องมือสแกนช่องโหว่เวอร์ชันฟรีนี้มาพร้อมความสามารถขั้นสูง และเปิดให้ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์สูงสุด 25 เครื่อง โดยให้ช่างเทคนิค 1 คนสามารถจัดการ Endpoints ทั้งหมดได้
เนื้อหาครอบคลุมดังต่อไปนี้:
เครื่องมือสแกนช่องโหว่แบบดั้งเดิมที่ทำได้เพียงตรวจพบช่องโหว่โดยไม่สามารถเสนอแนวทางการบรรเทาความเสี่ยงได้ มักไม่สามารถสร้างความมั่นคงปลอดภัยเชิงรอบด้านให้กับเครือข่ายได้ โดยข้อจำกัดหลักของเครื่องมือประเมินช่องโหว่แบบเดิมมีดังนี้: vulnerability assessment tools:
การสแกนช่องโหว่ การตั้งค่าระบบที่ไม่ถูกต้อง (system misconfigurations) และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอื่น ๆ ภายในเครือข่ายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่มีการบรรเทาความเสี่ยงอย่างทันท่วงที และนี่คือจุดที่ Vulnerability Manager Plus โดดเด่นกว่าโซลูชันทั่วไป ผ่านการทำงานร่วมกับเอเจนต์ที่ติดตั้งในระบบ โซลูชันนี้ผสานความสามารถด้านการสแกนช่องโหว่ การปรับใช้แพตช์ (patch deployment) การจัดการการตั้งค่าความปลอดภัย (security configuration management) และกลยุทธ์การลดความเสี่ยงอื่น ๆ จัดการทั้งหมดผ่านคอนโซลเดียว ช่วยลดระยะเวลาในการตรวจพบและแก้ไขช่องโหว่และการตั้งค่าที่ไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วย Vulnerability Manager Plus คุณจะต้องใช้เพียงเครื่องมือเดียวและเอเจนต์ตัวเดียวในการจัดการช่องโหว่ทั้งหมดของระบบ ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่ต้องเสียเวลาในการสแกนซ้ำหลายครั้งสำหรับปัญหาเดิม ระบบจะรวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งหมดโดยอัตโนมัติ และช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

การขจัดจุดบอด (blind spots) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการช่องโหว่ที่มีประสิทธิภาพ (vulnerability management) และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว Vulnerability Manager Plus มีความสามารถดังนี้:
กำลังรู้สึกว่าองค์กรมีข้อมูลผลการสแกนด้านความปลอดภัยจำนวนมากเกินไปหรือไม่? ด้วย Vulnerability Manager Plus คุณสามารถตรวจสอบระดับความมั่นคงปลอด ภัยขององค์กรโดยรวมได้อย่างชัดเจน รวมถึงระบุได้ว่าองค์ประกอบหรือระบบ ใดที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอผ่านแดชบอร์ดที่เข้าใจได้ง่าย แม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็สามารถใช้งานและตีความได้อย่างสะดวก
มองเห็น วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญในการตอบสนองต่อช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้และมีผลกระทบสูง โดยอ้างอิงจาก:
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการบริหารจัดการช่องโหว่แบบอิงความเสี่ยง (Risk-based Vulnerability Management) เมื่อเทียบกับการจัดการช่องโหว่แบบดั้งเดิม
ระบบมีความสามารถในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยสามารถระบุลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูงได้แบบอัตโนมัติ พร้อมแนะนำแพตช์ที่เหมาะสมในการแก้ไข นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้อัปเดตแพตช์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องดูแลด้วยตนเอง ระบบยังรองรับการกำหนดค่า Security Configuration และการลบซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงออกจากอุปกรณ์ทั้งหมดในครั้งเดียว ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบและทำให้สามารถมุ่งเน้นงานสำคัญอื่นได้ ขณะเดียวกันระบบยังคงดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ทั้งหมดให้ปลอดภัยอยู่เสมอ
เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่ายองค์กร การตรวจสอบและแก้ไขช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอถือเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งต้องมีการติดตามประสิทธิภาพในการปรับปรุงด้านความปลอดภัยด้วย ซึ่ง Vulnerability Manager Plus รองรับการจัดทำรายงานในหลายรูปแบบ เพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการของระดับความปลอดภัยของระบบในช่วงเวลา ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบรายงานที่ต้องการได้ ทั้งรายงานเชิงลึกที่ให้ข้อมูลรายละเอียดครบถ้วน หรือรายงานแบบอ่านง่ายสำหรับผู้บริหาร รวมถึงสามารถตั้งค่าการส่งรายงานอัตโนมัติไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในองค์กรได้ โดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม

ด้านล่างนี้เป็นรายละเอียดการทำงานของ Vulnerability Manager Plus:

ไม่ต้องกังวลหากยังมีองค์ประกอบที่เป็นอันตรายเล็ดลอดเข้าสู่ธุรกิจของคุณ แม้ว่าคุณจะพยายามป้องกันอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม เพราะ ManageEngine Vulnerability Manager Plus พร้อมปกป้องคุณ ด้วยชุดความสามารถที่ครอบคลุม ช่วยให้คุณบริหารจัดการความปลอดภัยและการตั้งค่าระบบที่คลาดเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบจากองค์กรของคุณ
ช่องโหว่หมายถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่อาจเปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรได้ ผู้ที่ทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยมักค้นหาช่องโหว่เหล่านี้อยู่เสมอ พร้อมกำหนดชื่อและระดับคะแนนความรุนแรงให้กับแต่ละช่องโหว่ บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะได้รับระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา ก่อนที่ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อช่องโหว่นั้นเป็นที่รู้จัก ก็อาจมีผู้ที่พยายามนำช่องโหว่นั้นมาใช้เพื่อโจมตีระบบขององค์กรได้ ในบางกรณี อาจมีผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักการเปิดเผยอย่างรับผิดชอบ และนำข้อมูลช่องโหว่ไปเผยแพร่ก่อนที่บริษัทจะสามารถแก้ไขได้ หากองค์กรยังคงใช้ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่ ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง
การสแกนหาช่องโหว่ คือกระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อค้นหาจุดอ่อนหรือช่องโหว่ที่แฮ็กเกอร์อาจใช้ในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต กระบวนการนี้มีลักษณะคล้ายการตรวจสุขภาพเชิงลึกสำหรับเครือข่ายและซอฟต์แวร์ขององค์กร โดยจะระบุและรายงานความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การสแกนหาช่องโหว่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กร และช่วยให้ข้อมูลสำคัญยังคงปลอดภัยจากการเข้าถึงหรือการนำไปใช้โดยมิชอบ
Vulnerability Scanner คือเครื่องมือที่ช่วยผู้ดูแลระบบ (IT Administrators) ในการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดภายในองค์กร เพื่อค้นหาจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย เครื่องมือนี้มีลักษณะคล้ายกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คอยตรวจหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และแจ้งเตือนทีมงานให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น
องค์กรควรตระหนักถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะมีการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขช่องโหว่แล้วก็ตาม หากช่องโหว่เหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการ อาจถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีและนำไปสู่เหตุการณ์ความเสียหายร้ายแรง เช่น การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ หรือความสูญเสียทางการเงิน
เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย องค์กรควรติดตามและรับรู้ช่องโหว่เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมดำเนินมาตรการแก้ไขให้ทันท่วงที การใช้เครื่องมือ Vulnerability Scanner ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจพบและแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการโจมตี และช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
แม้ว่า Vulnerability Scanner และซอฟต์แวร์ Antivirus จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่ทั้งสองมีวัตถุประสงค์และการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
Vulnerability Scanner เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) ภายในเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เช่น ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ การตั้งค่าความปลอดภัยที่คลาดเคลื่อน และพอร์ตที่เปิดโดยไม่จำเป็น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการความเสี่ยงเชิงรุกก่อนที่ผู้โจมตีจะใช้ช่องโหว่เหล่านี้
ในทางตรงกันข้าม Antivirus ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหา ป้องกัน และกำจัดมัลแวร์ เช่น ไวรัส เวิร์ม และโทรจัน โดยทำงานผ่านการสแกนไฟล์และหน่วยความจำของระบบเพื่อค้นหาลักษณะหรือพฤติกรรมที่ตรงกับมัลแวร์ที่รู้จัก และให้การป้องกันแบบเรียลไทม์เมื่อพบภัยคุกคาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบ
โดยสรุป Vulnerability Scanner มุ่งเน้นการค้นหาช่องโหว่เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต ขณะที่ Antivirus มุ่งเน้นการตรวจจับและกำจัดภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในระบบแล้ว
แม้ว่าการสแกนหาช่องโหว่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความถูกต้องของการสแกน ดังนี้:
การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาสถานะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และปกป้องทรัพย์สินขององค์กรจากภัยคุกคาม
การนำระบบสแกนช่องโหว่ (Vulnerability Scanner) เช่น ManageEngine Vulnerability Manager Plus มาใช้งาน ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุม โดยมีประโยชน์สำคัญดังต่อไปนี้:
ในการเลือกเครื่องมือสำหรับสแกนช่องโหว่ขององค์กร ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่าง ๆ เช่น วิธีการทำงานของระบบ ความสามารถในการรองรับปริมาณงาน ค่าใช้จ่าย และฟีเจอร์ที่จำเป็นต่อการใช้งานขององค์กร เมื่อประเมินปัจจัยเหล่านี้อย่างครบถ้วน จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ManageEngine Vulnerability Manager Plus มาพร้อมชุดฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และแพตช์ที่ขาดหายไปโดยอัตโนมัติ การตรวจสอบการตั้งค่าด้านความปลอดภัยของระบบและ Web Server การตรวจสอบพอร์ต (Port Audit) การลดความเสี่ยงของอุปกรณ์เครือข่าย (Vulnerability Mitigation) และความสามารถอื่น ๆ อีกมากมาย
สำหรับเวอร์ชันฟรี เวิอร์ชั่นฟรีนี้สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รองรับอุปกรณ์ได้สูงสุด 25 Endpoints หากต้องการทราบ รายละเอียดเพิ่มเติม
Agent คือซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ติดตั้งลงบน Endpoints โดยตรง ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถสแกนและเฝ้าระวังความปลอดภัยของอุปกรณ์ในเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชันแบบ Agentless แล้ว เครื่องมือสแกนแบบ Agent-based จะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายน้อยกว่า เนื่องจากสามารถตั้งเวลาให้สแกนล่วงหน้าได้
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของการสแกนแบบ Agent-based คือสามารถสแกนหาช่องโหว่บนระบบที่อยู่ในเครือข่ายปิด (Air-gapped Networks) รวมถึงอุปกรณ์ในลักษณะ BYOD (Bring Your Own Device) ได้