Vulnerability Scanner คืออะไร?

Vulnerability Scanner คือเครื่องมือขั้นสูงแบบอัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อสแกน Endpoints ภายในเครือข่าย เพื่อค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ พอร์ตที่เปิดใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต การตั้งค่าระบบที่คลาดเคลื่อน ปัญหาด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Issues) และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอื่น ๆ เครื่องมือนี้มีความสำคัญในการระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างการป้องกันที่มั่นคงให้กับโครงสร้างพื้นฐาน IT ขององค์กร

Vulnerability Scanner สมัยใหม่มอบความสามารถดังต่อไปนี้:

  • การสแกนอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ ช่วยให้สามารถเฝ้าระวังสภาพแวดล้อม IT แบบเรียลไทม์ ลดพื้นที่เสี่ยงต่อการโจมตี โดยไม่ต้องอาศัยการดำเนินการด้วยตนเอง
  • การตรวจจับและระบุช่องโหว่อย่างครอบคลุม ครอบคลุม CVEs การตั้งค่าคลาดเคลื่อน (Misconfigurations) ช่องโหว่จากการไม่อัปเดตแพตช์ และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยที่ผิดปกติ เพื่อให้ได้การประเมินสภาวะความมั่นคงปลอดภัยอย่างรอบด้าน
  • คอนโซลกลางที่ผสานการทำงานแบบไร้รอยต่อ ร่วมกับระบบ Patch Management, Service Desk, SIEM และโซลูชัน IT อื่น ๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขช่องโหว่ที่ตรวจพบได้อย่างรวดเร็ว
  • การจัดทำรายงานและตรวจสอบด้าน Compliance ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามมาตรฐานข้อกำหนดต่าง ๆ ผ่านหลักฐานการตรวจสอบ (Audit Trail) และรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างละเอียด

เครื่องมือสแกนช่องโหว่มีอยู่กี่ประเภท?

โดยอ้างอิงจากลักษณะการทำงานและสถาปัตยกรรมของระบบ เครื่องมือสแกนช่องโหว่ (Vulnerability Scanners) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:

  1. Application-based Vulnerability Scanners:เครื่องมือสแกนช่องโหว่ประเภทนี้ จะทำการตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ติดตั้งอยู่บน Endpoints ภายในเครือข่าย เพื่อตรวจหาช่องโหว่ที่พบได้ทั่วไป ข้อบกพร่องด้านความมั่นคงปลอดภัยของฐานข้อมูล การตั้งค่าระบบ และโปรโตคอลด้านความปลอดภัยอื่น ๆ
  2. Network-based Vulnerability Scanners: เครื่องมือนี้จะสแกน Endpoints บนเครือข่าย (เช่น เซิร์ฟเวอร์ แล็ปท็อป เราเตอร์ เป็นต้น) เพื่อตรวจสอบการตั้งค่าระบบที่คลาดเคลื่อน อุปกรณ์ที่มีความเสี่ยง ช่องโหว่จากการไม่อัปเดตแพตช์ซอฟต์แวร์ และความบกพร่องอื่น ๆ
  3. Cloud-based Vulnerability Scanners: Cloud-based Vulnerability Scanners เครื่องมือสแกนช่องโหว่บนระบบคลาวด์ใช้สำหรับตรวจสอบและ ค้นหาช่องโหว่บนแอปพลิเคชันที่ทำงานบนคลาวด์ ผู้ให้บริการคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ และสภาพแวดล้อมการปรับใช้ (Deployment) บน Cloud

สำหรับองค์กรที่ต้องการทดลองใช้งานเครื่องมือสแกนช่องโหว่เพื่อระบุและแก้ไขจุดอ่อนด้านความปลอดภัยเชิงรุก ManageEngine Vulnerability Manager Plus รุ่นฟรี (Free Edition) ถือเป็นโซลูชันที่เหมาะสมต่อการทดสอบก่อนนำไปใช้จริงภายในองค์กร

เครื่องมือสแกนช่องโหว่เวอร์ชันฟรีนี้มาพร้อมความสามารถขั้นสูง และเปิดให้ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์สูงสุด 25 เครื่อง โดยให้ช่างเทคนิค 1 คนสามารถจัดการ Endpoints ทั้งหมดได้

Vulnerability Scanner

เนื้อหาครอบคลุมดังต่อไปนี้:

ข้อจำกัดของเครื่องมือสแกนช่องโหว่แบบดั้งเดิมคืออะไร?

เครื่องมือสแกนช่องโหว่แบบดั้งเดิมที่ทำได้เพียงตรวจพบช่องโหว่โดยไม่สามารถเสนอแนวทางการบรรเทาความเสี่ยงได้ มักไม่สามารถสร้างความมั่นคงปลอดภัยเชิงรอบด้านให้กับเครือข่ายได้ โดยข้อจำกัดหลักของเครื่องมือประเมินช่องโหว่แบบเดิมมีดังนี้: vulnerability assessment tools:

  • ไม่สามารถให้การมองเห็นสถานะ (Visibility) แบบต่อเนื่องได้ เนื่องจากเครื่องมือประเภทนี้แสดงผลเพียงภาพรวม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ของทรัพยากรในเครือข่าย ขณะที่ระบบและการตั้งค่าเครือข่ายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่หรือซอฟต์แวร์ใหม่ ทำให้เครือข่ายอาจเปิดช่อง ให้เกิดช่องโหว่และความเสี่ยงรูปแบบอื่นได้ตลอดเวลา
  • มีขอบเขตการทำงานที่จำกัด (Limited Functionality) และจำเป็นต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อร่วมกับ เครื่องมืออื่นที่แยกส่วนกันอยู่ (Siloed tools) เพื่อให้ครอบคลุมความมั่นคง ปลอดภัยของเครือข่ายทั้งหมด ส่งผลให้เครือข่ายมีภาระการประมวลผลสูงขึ้น ใช้แบนด์วิธมากขึ้น และทำให้กระบวนการรับมือช่องโหว่ล่าช้ากว่าที่ควร
  • ไม่มีแดชบอร์ดส่วนกลาง (No Unified Dashboard) ส่งผลให้ยากต่อการติดตามสถานะของช่องโหว่ การบรรเทาความเสี่ยง และการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ยังคงเหลืออยู่ภายในเครือข่าย

แพลตฟอร์มแบบ All-in-one สำหรับสแกนช่องโหว่และความปลอดภัยรอบด้าน

การสแกนช่องโหว่ การตั้งค่าระบบที่ไม่ถูกต้อง (system misconfigurations) และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอื่น ๆ ภายในเครือข่ายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่มีการบรรเทาความเสี่ยงอย่างทันท่วงที และนี่คือจุดที่ Vulnerability Manager Plus โดดเด่นกว่าโซลูชันทั่วไป ผ่านการทำงานร่วมกับเอเจนต์ที่ติดตั้งในระบบ โซลูชันนี้ผสานความสามารถด้านการสแกนช่องโหว่ การปรับใช้แพตช์ (patch deployment) การจัดการการตั้งค่าความปลอดภัย (security configuration management) และกลยุทธ์การลดความเสี่ยงอื่น ๆ จัดการทั้งหมดผ่านคอนโซลเดียว ช่วยลดระยะเวลาในการตรวจพบและแก้ไขช่องโหว่และการตั้งค่าที่ไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วย Vulnerability Manager Plus คุณจะต้องใช้เพียงเครื่องมือเดียวและเอเจนต์ตัวเดียวในการจัดการช่องโหว่ทั้งหมดของระบบ ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่ต้องเสียเวลาในการสแกนซ้ำหลายครั้งสำหรับปัญหาเดิม ระบบจะรวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งหมดโดยอัตโนมัติ และช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

Free Vulnerability Scanner

การสแกนช่องโหว่อย่างครอบคลุม

การขจัดจุดบอด (blind spots) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการช่องโหว่ที่มีประสิทธิภาพ (vulnerability management) และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว Vulnerability Manager Plus มีความสามารถดังนี้:

  • ตรวจจับช่องโหว่ที่รู้จักแล้วหรือช่องโหว่ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ครอบคลุมทุก endpoint ภายในเครือข่ายขององค์กร รวมถึง Workstations, Laptops, Servers, Web servers, Databases, Virtual machines และระบบจัดการเนื้อหา (Content Management Systems)
  • มอบการมองเห็น (visibility) ที่ต่อเนื่องแก่ Endpoint ของคุณ ไม่ว่าจะอยู่ในสำนักงาน, อยู่ในพื้นที่ DMZ, อยู่ในสถานที่ทำงานระยะไกล (remote), หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา
  • ขยายขอบเขตการมองเห็นของคุณให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่ช่องโหว่ แต่รวมถึงการตั้งค่าระบบที่ผิดพลาด (Misconfigurations), ซอฟต์แวร์ความเสี่ยงสูง (high-risk software), พอร์ตที่กำลังทำงานอยู่ (active ports) และอื่น ๆ อีกมากมาย

แดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย พร้อมข้อมูลเชิงบริบทที่ครบถ้วน

กำลังรู้สึกว่าองค์กรมีข้อมูลผลการสแกนด้านความปลอดภัยจำนวนมากเกินไปหรือไม่? ด้วย Vulnerability Manager Plus คุณสามารถตรวจสอบระดับความมั่นคงปลอด ภัยขององค์กรโดยรวมได้อย่างชัดเจน รวมถึงระบุได้ว่าองค์ประกอบหรือระบบ ใดที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอผ่านแดชบอร์ดที่เข้าใจได้ง่าย แม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็สามารถใช้งานและตีความได้อย่างสะดวก

  • Vulnerability Scanning Tools
  • Free Vulnerability Scanning Tools
  • Vulnerability Scanning Software
  • CVE Scanner
  • What is Vulnerability Scanning

การประเมินช่องโหว่บนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-based Vulnerability Assessment)

มองเห็น วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญในการตอบสนองต่อช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้และมีผลกระทบสูง โดยอ้างอิงจาก:

  • คะแนน CVSS และระดับความรุนแรงของช่องโหว่
  • ความพร้อมของเครื่องมือหรือโค้ดโจมตี (Exploit Availability)
  • ฟีดข่าวด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับช่องโหว่ที่ผู้โจมตีกำลังศึกษา ทดลองใช้งาน หรือมีการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมภายนอก
  • อายุของช่องโหว่ (Vulnerability Age)
  • จำนวน Asset ที่ได้รับผลกระทบ (Affected Asset Count)
  • มุมมองเจาะลึก (Drilled-down View) ของทรัพย์สินที่แสดงให้เห็นว่าเป็น Web Server, Database หรือ Content Management System รวมถึงช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องบนระบบนั้น
  • ประเภทผลกระทบของช่องโหว่ในระดับ CVE Impact Type
  • ความพร้อมในการอัปเดตแพตช์ (Patch Availability)
  • มุมมองเฉพาะสำหรับค้นหา Zero-day หรือช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างรวดเร็ว (Publicly Disclosed Vulnerabilities)

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการบริหารจัดการช่องโหว่แบบอิงความเสี่ยง (Risk-based Vulnerability Management) เมื่อเทียบกับการจัดการช่องโหว่แบบดั้งเดิม

การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยในตัวระบบ (Built-in Remediation)

ระบบมีความสามารถในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยสามารถระบุลำดับความสำคัญของช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูงได้แบบอัตโนมัติ พร้อมแนะนำแพตช์ที่เหมาะสมในการแก้ไข นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้อัปเดตแพตช์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องดูแลด้วยตนเอง ระบบยังรองรับการกำหนดค่า Security Configuration และการลบซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงออกจากอุปกรณ์ทั้งหมดในครั้งเดียว ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบและทำให้สามารถมุ่งเน้นงานสำคัญอื่นได้ ขณะเดียวกันระบบยังคงดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ทั้งหมดให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

รายงานช่องโหว่และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Vulnerability Reporting)

เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่ายองค์กร การตรวจสอบและแก้ไขช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอถือเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งต้องมีการติดตามประสิทธิภาพในการปรับปรุงด้านความปลอดภัยด้วย ซึ่ง Vulnerability Manager Plus รองรับการจัดทำรายงานในหลายรูปแบบ เพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการของระดับความปลอดภัยของระบบในช่วงเวลา ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบรายงานที่ต้องการได้ ทั้งรายงานเชิงลึกที่ให้ข้อมูลรายละเอียดครบถ้วน หรือรายงานแบบอ่านง่ายสำหรับผู้บริหาร รวมถึงสามารถตั้งค่าการส่งรายงานอัตโนมัติไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในองค์กรได้ โดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม

Website Vulnerability Scanning

สแกนและปกป้องอุปกรณ์ปลายทางของคุณได้ทันที

ขอรับสาธิตการใช้งานทดลองใช้งานฟรี

Vulnerability Scanner ของ ManageEngine ทำงานอย่างไร

ด้านล่างนี้เป็นรายละเอียดการทำงานของ Vulnerability Manager Plus:

  • ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราจะทำการสแกนข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาช่องโหว่และภัยคุกคามทั้งหมดที่ถูกเปิดเผยล่าสุด รวมถึงแพตช์ที่จำเป็นในการแก้ไขช่องโหว่นั้น ๆ
  • ข้อมูลดังกล่าวจะถูกทดสอบความถูกต้องอย่างละเอียดก่อนเก็บไว้ในฐานข้อมูลช่องโหว่ส่วนกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • ฐานข้อมูลจะถูกซิงโครไนซ์เป็นระยะกับฐานข้อมูลช่องโหว่ในเซิร์ฟเวอร์ Vulnerability Manager Plus ที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กรผู้ใช้งาน
  • มีการติดตั้งเอเยนต์ (Agents) บนอุปกรณ์ Endpoint ทั้งหมดในองค์กร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการจากระบบคอนโซลส่วนกลางได้โดยตรง
  • สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ในสำนักงานสาขา ทั้งแบบ Local และ Remote ได้ผ่านนโยบาย SOM โดยผู้ใช้งานที่มีการเชื่อมต่อจากหลายพื้นที่ (Roaming Users) จะถูกกำหนดให้เชื่อมต่อผ่าน Remote office เริ่มต้น เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
  • Agent จะทำการสแกนช่องโหว่อย่างละเอียดโดยอ้างอิงข้อมูลช่องโหว่ล่าสุด และตรวจสอบอุปกรณ์ทุกเครื่องอย่างสม่ำเสมอเพื่อระบุความเสี่ยงที่ยังคงอยู่
  • ผู้ดูแลระบบ (IT Admin) จะได้รับข้อมูลผลการสแกน เช่น สถานะการถูกโจมตี (Exploit Status), ระดับความรุนแรง (Severity) และสถานะของแพตช์ (Patch Availability) ช่วยให้สามารถจัดลำดับช่องโหว่ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนได้
  • ด้วยความสามารถในการปรับใช้แพตช์แบบอัตโนมัติ (Automated Patch Deployment) แพตช์สำหรับช่องโหว่สามารถถูกนำไปใช้งานได้ทันทีจากคอนโซล เมื่อมีการค้นพบช่องโหว่
  • ระบบอนุญาตให้ผู้ดูแลกำหนดนโยบายการปรับใช้แพตช์ได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใช้ปลายทาง
  • ผู้ดูแลระบบสามารถแก้ไขช่องโหว่ในเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่คลิก ผ่าน Vulnerability Manager Plus

Network Vulnerability Scanning

ไม่ต้องกังวลหากยังมีองค์ประกอบที่เป็นอันตรายเล็ดลอดเข้าสู่ธุรกิจของคุณ แม้ว่าคุณจะพยายามป้องกันอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม เพราะ ManageEngine Vulnerability Manager Plus พร้อมปกป้องคุณ ด้วยชุดความสามารถที่ครอบคลุม ช่วยให้คุณบริหารจัดการความปลอดภัยและการตั้งค่าระบบที่คลาดเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบจากองค์กรของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Vulnerability Scanning Tools

1) ช่องโหว่ (Vulnerabilities) คืออะไร?

ช่องโหว่หมายถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่อาจเปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรได้ ผู้ที่ทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยมักค้นหาช่องโหว่เหล่านี้อยู่เสมอ พร้อมกำหนดชื่อและระดับคะแนนความรุนแรงให้กับแต่ละช่องโหว่ บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะได้รับระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา ก่อนที่ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อช่องโหว่นั้นเป็นที่รู้จัก ก็อาจมีผู้ที่พยายามนำช่องโหว่นั้นมาใช้เพื่อโจมตีระบบขององค์กรได้ ในบางกรณี อาจมีผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักการเปิดเผยอย่างรับผิดชอบ และนำข้อมูลช่องโหว่ไปเผยแพร่ก่อนที่บริษัทจะสามารถแก้ไขได้ หากองค์กรยังคงใช้ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่ ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง

2) การสแกนหาช่องโหว่ (Vulnerability Scanning) คืออะไร?

การสแกนหาช่องโหว่ คือกระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อค้นหาจุดอ่อนหรือช่องโหว่ที่แฮ็กเกอร์อาจใช้ในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต กระบวนการนี้มีลักษณะคล้ายการตรวจสุขภาพเชิงลึกสำหรับเครือข่ายและซอฟต์แวร์ขององค์กร โดยจะระบุและรายงานความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การสแกนหาช่องโหว่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กร และช่วยให้ข้อมูลสำคัญยังคงปลอดภัยจากการเข้าถึงหรือการนำไปใช้โดยมิชอบ

3) Vulnerability Scanner คืออะไร?

Vulnerability Scanner คือเครื่องมือที่ช่วยผู้ดูแลระบบ (IT Administrators) ในการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั้งหมดภายในองค์กร เพื่อค้นหาจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย เครื่องมือนี้มีลักษณะคล้ายกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คอยตรวจหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และแจ้งเตือนทีมงานให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

5) ทำไมองค์กรจึงจำเป็นต้องมีระบบ Vulnerability Scanner?

องค์กรควรตระหนักถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะมีการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขช่องโหว่แล้วก็ตาม หากช่องโหว่เหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการ อาจถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีและนำไปสู่เหตุการณ์ความเสียหายร้ายแรง เช่น การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ หรือความสูญเสียทางการเงิน

เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย องค์กรควรติดตามและรับรู้ช่องโหว่เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมดำเนินมาตรการแก้ไขให้ทันท่วงที การใช้เครื่องมือ Vulnerability Scanner ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจพบและแก้ไขช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการโจมตี และช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

6)ความแตกต่างระหว่าง Vulnerability Scanner และ Antivirus คืออะไร?

แม้ว่า Vulnerability Scanner และซอฟต์แวร์ Antivirus จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่ทั้งสองมีวัตถุประสงค์และการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Vulnerability Scanner เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints) ภายในเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เช่น ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ การตั้งค่าความปลอดภัยที่คลาดเคลื่อน และพอร์ตที่เปิดโดยไม่จำเป็น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการความเสี่ยงเชิงรุกก่อนที่ผู้โจมตีจะใช้ช่องโหว่เหล่านี้

ในทางตรงกันข้าม Antivirus ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหา ป้องกัน และกำจัดมัลแวร์ เช่น ไวรัส เวิร์ม และโทรจัน โดยทำงานผ่านการสแกนไฟล์และหน่วยความจำของระบบเพื่อค้นหาลักษณะหรือพฤติกรรมที่ตรงกับมัลแวร์ที่รู้จัก และให้การป้องกันแบบเรียลไทม์เมื่อพบภัยคุกคาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบ

โดยสรุป Vulnerability Scanner มุ่งเน้นการค้นหาช่องโหว่เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต ขณะที่ Antivirus มุ่งเน้นการตรวจจับและกำจัดภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในระบบแล้ว

7)ความท้าทายของการทำ Vulnerability Scanning มีอะไรบ้าง?

แม้ว่าการสแกนหาช่องโหว่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความถูกต้องของการสแกน ดังนี้:

  1. การระบุและจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่: ความท้าทายหลักคือการระบุช่องโหว่ให้ถูกต้องและจัดลำดับว่าส่วนใดมีความเสี่ยงสูงสุดและต้องแก้ไขก่อน ซึ่งมักต้องประเมินระดับความรุนแรงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กร
  2. ปัญหา False Positive และ False Negative: ซอฟต์แวร์สแกนอาจตรวจพบช่องโหว่ผิดพลาด (False Positive) หรือมองข้ามช่องโหว่จริง (False Negative) ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยคน ใช้ทรัพยากรสูง และอาจทำให้การแก้ไขล่าช้า
  3. ความซับซ้อนของเครือข่าย: โครงสร้าง IT ปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการณ์ แอปพลิเคชัน และการตั้งค่าที่แตกต่างกัน ทำให้การสแกนอย่างครอบคลุมโดยไม่กระทบการทำงานเป็นเรื่องท้าทาย
  4. การตามให้ทันภัยคุกคามที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว: ภัยคุกคามไซเบอร์เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา เครื่องมือสแกนช่องโหว่จำเป็นต้องอัปเดตฐานข้อมูลและความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับช่องโหว่ใหม่ ๆ

การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาสถานะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และปกป้องทรัพย์สินขององค์กรจากภัยคุกคาม

8) ประโยชน์ของ Vulnerability Scanner

การนำระบบสแกนช่องโหว่ (Vulnerability Scanner) เช่น ManageEngine Vulnerability Manager Plus มาใช้งาน ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุม โดยมีประโยชน์สำคัญดังต่อไปนี้:

  1. การสแกนช่องโหว่แบบครอบคลุม (Comprehensive vulnerability scanning) ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน IT ทั้งหมด เช่น Endpoints, อุปกรณ์เครือข่าย, เซิร์ฟเวอร์ และแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยถูกมองข้าม
  2. การแก้ไขและติดตั้งแพตช์อัตโนมัติ (Automated patching & remediation) ระบบไม่เพียงตรวจพบช่องโหว่ แต่ยังแนะนำแนวทางแก้ไขและดำเนินการแก้ไข โดยอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสถูกโจมตีจากช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  3. ศูนย์ควบคุมแบบรวมศูนย์ (Unified console & centralized visibility) ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเฝ้าระวัง ตรวจจับ และแก้ไขช่องโหว่จากจุดเดียว ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร
  4. รองรับมาตรฐาน CIS Benchmark และการจัดการ Compliance ช่วยให้ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมาย เช่น GDPR, HIPAA และ PCI-DSS โดยมีรายงานและร่องรอยการตรวจสอบ (Audit Trails) รองรับการตรวจประเมิน.
  5. การแจ้งเตือนและรายงานแบบ Real-time ทีม Security ได้รับการแจ้งเตือนทันทีที่พบช่องโหว่ สามารถตอบสนองและลดความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงท

9) วิธีการเลือก Vulnerability Scanning Tool ที่เหมาะสม ?

ในการเลือกเครื่องมือสำหรับสแกนช่องโหว่ขององค์กร ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่าง ๆ เช่น วิธีการทำงานของระบบ ความสามารถในการรองรับปริมาณงาน ค่าใช้จ่าย และฟีเจอร์ที่จำเป็นต่อการใช้งานขององค์กร เมื่อประเมินปัจจัยเหล่านี้อย่างครบถ้วน จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเหมาะสมที่สุด

10) มีเครื่องมือสแกนช่องโหว่ที่ให้ใช้งานได้ฟรีหรือไม่?

ManageEngine Vulnerability Manager Plus มาพร้อมชุดฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับช่องโหว่และแพตช์ที่ขาดหายไปโดยอัตโนมัติ การตรวจสอบการตั้งค่าด้านความปลอดภัยของระบบและ Web Server การตรวจสอบพอร์ต (Port Audit) การลดความเสี่ยงของอุปกรณ์เครือข่าย (Vulnerability Mitigation) และความสามารถอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับเวอร์ชันฟรี เวิอร์ชั่นฟรีนี้สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รองรับอุปกรณ์ได้สูงสุด 25 Endpoints หากต้องการทราบ รายละเอียดเพิ่มเติม

11)ทำไมเครื่องมือสแกนหาช่องโหว่แบบ Agent-based จึงมีความได้เปรียบกว่าแบบ Agentless?

Agent คือซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ติดตั้งลงบน Endpoints โดยตรง ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถสแกนและเฝ้าระวังความปลอดภัยของอุปกรณ์ในเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชันแบบ Agentless แล้ว เครื่องมือสแกนแบบ Agent-based จะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายน้อยกว่า เนื่องจากสามารถตั้งเวลาให้สแกนล่วงหน้าได้

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของการสแกนแบบ Agent-based คือสามารถสแกนหาช่องโหว่บนระบบที่อยู่ในเครือข่ายปิด (Air-gapped Networks) รวมถึงอุปกรณ์ในลักษณะ BYOD (Bring Your Own Device) ได้