สงครามไซเบอร์ คืออะไร และ องค์กรพร้อมแค่ไหนเมื่อระบบที่ห้ามล่มถูกโจมตี

ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อด้วยเครือข่าย สมรภูมิได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากภาคพื้นดินไปสู่โลกเสมือนอย่างเต็มรูปแบบ สงครามไซเบอร์ หรือ Cyber Warfare กลายเป็นภัยคุกคามเงียบที่สามารถสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจได้มหาศาลโดยไม่ต้องใช้กระสุนแม้แต่นัดเดียว การทำความเข้าใจว่า Cyber Warfare คืออะไร และอาวุธดิจิทัลเหล่านี้มีอานุภาพทำลายล้างแค่ไหน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หรือ CII ต้องตระหนัก เพื่อเตรียมรับมือกับ สงครามไซเบอร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที 

cyber warfare คืออะไร และ สงครามไซเบอร์คืออะไร มีอาวุธอะไร เกี่ยวอะไรกับองค์กร cii

สงครามไซเบอร์คืออะไร

ในโลกยุคใหม่ที่พรมแดนไม่ได้จำกัดแค่ทางกายภาพอีกต่อไป สงครามไซเบอร์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดนิยามของการเผชิญหน้า รูปแบบการโจมตีนี้แตกต่างจากการสู้รบแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นอาวุธหลักในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการทำลายขีดความสามารถของคู่แข่ง

ความหมายของ สงครามไซเบอร์ ในยุคดิจิทัล

Cyber Warfare คือ การกระทำอันไม่พึงประสงค์ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายระบบ คอมพิวเตอร์ เครือข่าย หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเป้าหมาย ซึ่งต่างจากการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่บุคคล โดยจะเน้นการโจมตีที่ "โครงสร้าง" เป็นหลัก เช่น ระบบควบคุมไฟฟ้า การประปา ระบบการเงิน หรือแม้แต่ระบบสื่อสาร การโจมตีเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเสียหายในวงกว้าง ทำให้การดำเนินงานขององค์กรหรือหน่วยงานหยุดชะงัก และบั่นทอนขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง

สงครามที่ไม่มีสนามรบ แต่มีผลกระทบจริง

แม้จะไม่มีการยิงปะทะกัน แต่ สงครามไซเบอร์ มีผลกระทบที่รุนแรงและจับต้องได้จริง การโจมตีทางไซเบอร์สามารถนำไปสู่การล่มของระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่น การตัดไฟฟ้า หรือการทำให้ระบบขนส่งหยุดชะงัก นอกจากนี้ยังรวมถึงการรั่วไหลของข้อมูลลับทางการค้าและยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดคือการหยุดชะงักของบริการสำคัญต่างๆ ที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความโกลาหลและความเสียหายมหาศาล

ความแตกต่างระหว่าง Cyber Warfare กับ Cybercrime

หลายคนอาจสับสนระหว่าง Cyber Warfare กับ Cybercrime แต่ทั้งสองมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนในด้านของเป้าหมาย ระดับความรุนแรง และผลกระทบเชิงระบบ

  • เป้าหมาย: Cybercrime มักมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทางการเงิน เช่น การขโมยข้อมูลบัตรเครดิต หรือการเรียกค่าไถ่ข้อมูล ในขณะที่ Cyber Warfare มีเป้าหมายเชิง ยุทธศาสตร์ เช่น การทำลายขีดความสามารถของคู่แข่ง การแทรกแซงทางการเมือง หรือการจารกรรมข้อมูลเพื่อความได้เปรียบระดับสูง
  • ระดับความรุนแรง: Cybercrime อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือบางองค์กร แต่ สงครามไซเบอร์ มักจะมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และมีผลกระทบในระดับในวงกว้าง
  • ผลกระทบเชิงระบบ: Cyber Warfare ก่อให้เกิดผลกระทบที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่หยุดชะงักและสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม

อาวุธที่ใช้ในสงครามไซเบอร์มีอะไรบ้าง?

ในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาวุธที่ใช้ไม่ได้วัดกันที่พลังทำลายล้างจากแรงระเบิด แต่ถูกวัดด้วยประสิทธิภาพในการแทรกซึมและเข้าควบคุมระบบ อาวุธเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อโจมตีจุดอ่อนที่แตกต่างกันในโลกดิจิทัล ตั้งแต่ช่องโหว่ของ Software ไปจนถึงความประมาทเลินเล่อของมนุษย์ โดยอาวุธหลักที่มักถูกใช้ใน สงครามไซเบอร์ หรือ Cyber Warfare มีดังนี้

Malware & Ransomware

Malware (Malicious Software) คือซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายหรือเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ในบริบทของ สงครามไซเบอร์ มักจะมีการใช้ Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อล็อคข้อมูลสำคัญของหน่วยงานระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ระบบทั้งหมดเป็นอัมพาตจนกว่าจะได้รับรหัสปลดล็อค การโจมตีรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการทำลายข้อมูลต้นฉบับเพื่อบั่นทอนความมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย

DDoS Attack

DDoS  หรือ Distributed Denial Of Service เปรียบเสมือนการปิดล้อมทางไซเบอร์ที่มุ่งเน้นการขัดขวางการให้บริการ โดยการระดมส่งข้อมูล จำนวนมหาศาลจากคอมพิวเตอร์นับพันนับหมื่นเครื่องไปยังเป้าหมายเดียวพร้อมกัน จนระบบไม่สามารถรองรับการทำงานได้และล่มสลายในที่สุด ในระดับ Cyber Warfare อาวุธชนิดนี้ถูกใช้เพื่อปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐ หรือทำให้ระบบสื่อสารสำคัญใช้งานไม่ได้ในช่วงเวลาวิกฤต

Phishing & Social Engineering

แม้เทคโนโลยีการป้องกันจะล้ำหน้าเพียงใด แต่ "มนุษย์" ยังคงเป็นจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด Phishing คือการสร้างกลอุบายแนบเนียนเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเผยข้อมูลลับ เช่น Username หรือ Password ส่วน Social Engineering หรือวิศวกรรมสังคม คือการใช้จิตวิทยาในการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบระดับสูง (Administrative Privileges) ซึ่งในเหตุการณ์ สงครามไซเบอร์ อาวุธชนิดนี้เป็นด่านแรกที่ใช้ในการ "เจาะประตู" เพื่อวางรากฐานการโจมตีที่รุนแรงกว่าในขั้นถัดไป

ตัวอย่างอื่นๆ ของสงครามไซเบอร์

เมื่อพูดถึง สงครามไซเบอร์ หลายคนอาจนึกถึงภาพของการเจาะระบบหรือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานล่มสลาย แต่ในความเป็นจริง Cyber Warfare ยังมีรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนและแนบเนียนกว่านั้น โดยมุ่งทำลาย “ความเชื่อมั่น” ของสังคม องค์กร และระบบเศรษฐกิจ หากความเชื่อถือถูกบั่นทอน แม้ระบบจะยังทำงานได้ตามปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจรุนแรงและยาวนานไม่แพ้การโจมตีทางเทคนิค

การบิดเบือนข้อมูล 

การบิดเบือนข้อมูลเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังของ สงครามไซเบอร์ เพราะไม่จำเป็นต้องเจาะระบบหรือใช้เทคนิคขั้นสูง แต่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือถูกจัดฉากขึ้นมาอย่างมีเป้าหมาย ในบริบทของ Cyber Warfare การโจมตีลักษณะนี้มักมุ่งสร้างความสับสน ความตื่นตระหนก และความไม่ไว้วางใจต่อระบบหรือองค์กรสำคัญ เมื่อผู้คนไม่สามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องได้ เสถียรภาพของสังคมก็จะเริ่มสั่นคลอนโดยไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีทางเทคนิคใดๆ เลย

การจารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของ สงครามไซเบอร์ คือการจารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินทางปัญญา แผนธุรกิจ และข้อมูลลับทางการค้าที่มีมูลค่าสูง การโจมตีในรูปแบบนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและต่อเนื่อง ส่งผลให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรถูกบั่นทอนในระยะยาว ในมุมของ Cyber Warfare ความเสียหายอาจไม่ปรากฏชัดในทันที แต่จะค่อยๆ สะสมและส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันอย่างยากที่จะประเมินเป็นตัวเลขได้

ทำไมมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับ CII จึงสำคัญ

เมื่อ สงครามไซเบอร์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่สามารถลุกลามไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงสังคมทั้งระบบ หน่วยงานที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หรือ CII จึงไม่อาจพึ่งพาการป้องกันเชิงเทคนิคแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทำหน้าที่เป็นกรอบกลางที่ช่วยกำหนดระดับการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้การรับมือ Cyber Warfare ไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่แข็งแรงทั้งห่วงโซ่

ผลกระทบแบบโดมิโน

ลักษณะเฉพาะของ สงครามไซเบอร์ คือการโจมตีที่สร้างผลกระทบแบบโดมิโน หากระบบโครงสร้างพื้นฐานเพียงจุดเดียวหยุดทำงาน ระบบอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านเทคโนโลยี แต่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ การดำเนินชีวิตประจำวัน และความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวม มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับ CII จึงมีบทบาทสำคัญในการลดโอกาสที่เหตุการณ์หนึ่งจะขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตในวงกว้าง

การรักษาเสถียรภาพของชาติ

ในยุคดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคนิค แต่เป็นปัจจัยสำคัญของเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสากล การที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเผชิญ Cyber Warfare คือสัญญาณของความพร้อมและความเข้มแข็งของระบบโดยรวม มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคธุรกิจ ภาคบริการ และระบบเศรษฐกิจในภาพใหญ่

การจัดทำมาตรฐานและกรอบการทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ CII 

เพื่อให้การรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบ สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) เป็นไปอย่างมีระบบและมีทิศทางเดียวกัน หลายประเทศจึงได้มีการกำหนดกรอบแนวทางและกฎหมายเฉพาะ เพื่อบังคับใช้กับหน่วยงานที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ การจัดตั้งมาตรฐานนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

กฎหมายและข้อบังคับที่ต้องรู้

หัวใจสำคัญของการป้องกัน สงครามไซเบอร์ ในระดับประเทศคือ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Act) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความปลอดภัยของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ โดยมีสาระสำคัญที่หน่วยงาน CII ต้องตระหนักและปฏิบัติตามดังนี้

  • การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ: หน่วยงานต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการโจมตีจากผู้ไม่หวังดี
  • หน้าที่ในการเฝ้าระวังและรายงานเหตุ: หากเกิดเหตุการณ์ภัยคุกคาม หรือสัญญาณของ Cyber Warfare คือ การตรวจพบความผิดปกติในระบบ หน่วยงานมีหน้าที่ต้องรายงานต่อคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) โดยทันทีตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • การประเมินความเสี่ยงเป็นประจำ: กฎหมายบังคับให้มีการตรวจสอบและประเมินความมั่นคงปลอดภัย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อหาช่องโหว่และจุดอ่อนที่อาวุธไซเบอร์อาจเข้าทำลายได้
  • การตอบโต้ตามระดับความรุนแรง: มีการแบ่งระดับภัยคุกคามออกเป็น 3 ระดับ (ระดับเฝ้าระวัง, ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤต) ซึ่งในระดับวิกฤตที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ เจ้าหน้าที่อาจมีอำนาจในการเข้ามาดำเนินการเพื่อยับยั้งความเสียหาย

การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากการโจมตีในสมรภูมิ สงครามไซเบอร์ ได้อย่างยั่งยืน

ในมุมของการปฏิบัติจริง โซลูชันด้าน SIEM มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้กลายเป็นภาพรวมด้านความมั่นคงปลอดภัย ตัวอย่างเช่น Log360 จาก ManageEngine ที่ช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติจาก Log และพฤติกรรมการใช้งานระบบแบบอัตโนมัติ ทำให้องค์กรสามารถ Detect สัญญาณของสงครามไซเบอร์ได้รวดเร็ว และ Respond ต่อเหตุการณ์ได้อย่างมีระบบ ไม่ใช่เพียงการรับมือหลังความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการยกระดับความพร้อมเชิงรุกให้สอดคล้องกับภัยคุกคามยุคใหม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิทดลองใช้ฟรี 30 วันที่นี่

cyber warfare คือ สงครามไซเบอร์ คืออะไร เหมาะกับองค์กร cii

การนำมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปใช้จริงสำหรับหน่วยงาน CII

หนึ่งในหัวใจของการรับมือ สงครามไซเบอร์ อย่างเป็นรูปธรรม คือการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เนื่องจากการโจมตีในรูปแบบ Cyber Warfare จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากการเจาะระบบโดยตรง แต่เกิดจากการได้มาซึ่งสิทธิ์ระดับสูงผ่านบัญชีผู้ดูแลระบบหรือรหัสผ่านที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม การนำมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปใช้จริงสำหรับหน่วยงาน CII จึงต้องให้ความสำคัญกับการจำกัด ตรวจสอบ และควบคุม Privileged Access อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิ์เหล่านี้กลายเป็นจุดอ่อนของทั้งระบบ

ในเชิงการปฏิบัติ โซลูชันด้าน Privileged Access Management เข้ามาช่วยยกระดับการควบคุมสิทธิ์ให้เป็นระบบมากขึ้น ตัวอย่างเช่น PAM360 จาก ManageEngine ที่ช่วยจัดเก็บ บริหาร และควบคุมการใช้งานรหัสผ่านของระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างปลอดภัย พร้อมบันทึกและตรวจสอบการใช้งานทุกขั้นตอน แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการนำสิทธิ์ระดับสูงไปใช้ในทางที่ผิด และทำให้การรับมือกับภัยคุกคามในบริบทของ Cyber Warfare มีความรัดกุมและตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายที่มีอยู่บนเอกสารเท่านั้น

สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยให้ทันต่อสถานการณ์ สงครามไซเบอร์ คุณสามารถเริ่มต้นเสริมเกราะป้องกันให้ระบบสำคัญได้ตั้งแต่วันนี้ โดย ManageEngine สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ทดลองใช้งานเดโม่ฟรี 30 วันได้เลยที่นี่

cyber warfare, cyber security war เกี่ยวอะไรกับองค์กร cii

หน่วยงาน CII พร้อมแค่ไหนในการรับมือกับสงครามไซเบอร์?

การประเมินความเสี่ยงและช่องโหว่ช่วยให้องค์กร CII มองเห็นภาพจริงของระดับความพร้อม ทั้งในมิติของระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะของบุคลากร ในหลายกรณีของ สงครามไซเบอร์ การโจมตีไม่ได้อาศัยเทคนิคใหม่เสมอไป แต่เกิดจากช่องโหว่เดิมที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างต่อเนื่อง การรู้ว่าระบบใดมีความเสี่ยงสูง จุดใดควรเร่งแก้ไข และส่วนใดต้องเสริมความรู้ให้กับทีมงาน จะช่วยลดโอกาสที่อาวุธไซเบอร์จะถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายในวงกว้าง

ในเชิงปฏิบัติ การใช้เครื่องมือด้าน Vulnerability Management เข้ามาช่วยตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจะทำให้การประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Vulnerability Manager Plus จาก ManageEngine ที่ช่วยสแกน ค้นหา และจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ในระบบ พร้อมสนับสนุนการปิดช่องโหว่ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ในบริบทของ Cyber Warfare อีกทั้งยังสามารถทดลองใช้งานจริง 30 วัน ได้ที่นี่ เพื่อให้หน่วยงาน CII ประเมินศักยภาพของเครื่องมือกับสภาพแวดล้อมของตนเองได้อย่างมั่นใจก่อนตัดสินใจใช้งานจริง

สงครามไซเบอร์ คืออะไร เหมาะกับองค์กร cii อาวุธคืออะไร

การตอบโต้ภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับ CII และความท้าทายที่ต้องเผชิญ

เมื่อเผชิญกับ สงครามไซเบอร์ ความสามารถในการตอบโต้เหตุการณ์อย่างเป็นระบบมีความสำคัญไม่แพ้การป้องกันล่วงหน้า มาตรฐานการตอบโต้ภัยคุกคามไซเบอร์สำหรับ CII จึงต้องถูกออกแบบให้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยมี Incident Response Plan เป็นแกนหลัก แผนดังกล่าวช่วยกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ ขั้นตอนการตัดสินใจ และลำดับการดำเนินการเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้องค์กรสามารถควบคุมความเสียหายและรักษาความต่อเนื่องของบริการสำคัญได้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของ Incident Response Plan ไม่ได้อยู่ที่การมีเอกสารครบถ้วน แต่คือการทำให้แผนสามารถนำไปใช้ได้จริงในภาวะกดดันของ Cyber Warfare ทั้งความรวดเร็วในการสื่อสาร การประสานงานระหว่างหลายทีม และการตัดสินใจภายใต้เวลาที่จำกัด หากแผนไม่ได้รับการทดสอบหรือซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจไม่สามารถรองรับเหตุการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การพัฒนา Incident Response Plan ควบคู่กับแนวคิด Business Continuity จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงาน CII ไม่เพียงแค่ “รอด” จากการโจมตี แต่ยังสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและรวดเร็วหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป

ความรวดเร็วในการสำรองข้อมูลและการกู้คืน

ในสมรภูมิ สงครามไซเบอร์ ความพ่ายแพ้ไม่ได้วัดกันที่การถูกโจมตี แต่วัดกันที่ว่าคุณสามารถ "ลุกขึ้นใหม่" ได้เร็วแค่ไหน เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายหรือข้อมูลถูกเข้ารหัสโดย Ransomware สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของหน่วยงาน CII คือกลยุทธ์การสำรองข้อมูล และการกู้คืนที่มีประสิทธิภาพ

การกู้คืนระบบในบริบทของ Cyber Warfare คือ การทำให้บริการกลับมาออนไลน์ได้ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานจึงจำเป็นต้องมีระบบสำรองข้อมูลแบบ Offline หรือระบบ Cloud ที่แยกส่วนออกจากเครือข่ายหลัก หรือ Air-gapped Backup เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธไซเบอร์ลุกลามไปทำลายข้อมูลสำรอง นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการกู้คืนต้องผ่านการทดสอบจนมั่นใจว่า ข้อมูลเหล่านั้นมีความพร้อมใช้งานและมีความถูกต้องครบถ้วน 100%

ในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การเตรียมพร้อมไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของหน่วยงาน CII ในยุค สงครามไซเบอร์เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกดิจิทัล แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและเสถียรภาพของชาติ โดยมีเครื่องมือจาก ManageEngine เป็นพันธมิตรคนสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารจัดการไอทีและความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ง่ายและทรงพลังอย่างแท้จริง

การผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับกลยุทธ์เชิงรุก จะช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนของระบบโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและยากต่อการสั่นคลอน เพื่อรับมือกับทุกรูปแบบภัยคุกคามที่ Cyber Warfare คือ ต้นเหตุได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที สำหรับหน่วยงานที่ต้องการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand