Zero Trust คืออะไร? จากทฤษฎีสู่การใช้งานจริงในองค์กรไทย

Zero Trust คืออะไร? (Zero Trust Security คืออะไร)

Zero Trust คือแนวคิดความปลอดภัยไซเบอร์ที่ยึดหลัก “อย่าเชื่อใจใครโดยอัตโนมัติ และต้องตรวจสอบทุกครั้ง” ไม่ว่าผู้ใช้จะเป็นพนักงานในออฟฟิศ ผู้ดูแลระบบ ผู้รับเหมา หรืออุปกรณ์ที่ต่ออยู่ในเครือข่ายองค์กรเองก็ตาม เหตุผลที่ Zero Trust กลายเป็นมาตรฐานใหม่ เพราะโลกจริงขององค์กรวันนี้ไม่มี “ขอบเขตเครือข่าย” ที่ชัดเจนเหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งการทำงานแบบ Remote/Hybrid, การใช้ SaaS, การย้ายระบบขึ้น Cloud และการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์หลากหลาย ทำให้แนวคิดการป้องกันแบบ “อยู่ในเครือข่ายแล้วปลอดภัย” เริ่มไม่ตอบโจทย์

ถ้าต้องอธิบายให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาในไทยต้องการที่สุด Zero Trust Security คือ โมเดลที่ทุกคำขอเข้าถึงแอป ระบบ และข้อมูล จะต้องผ่านการยืนยันตัวตน ตรวจสอบบริบท และประเมินความเสี่ยงก่อนเสมอ จากนั้นจึงอนุญาต “เท่าที่จำเป็น” และยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่องตลอดช่วงที่ใช้งานอยู่ แนวคิดนี้ช่วยให้องค์กรออกแบบระบบให้ “ปลอดภัยได้แม้เกิดเหตุไม่คาดคิด” แทนที่จะหวังว่าเหตุจะไม่เกิด

ประเทศไทยเองเผชิญความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน จากรายงานข่าวและการอ้างอิงข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของไทย มีการรายงานเหตุการณ์ไซเบอร์จำนวนมากในช่วงปี 2025 และถูกพูดถึงต่อเนื่องในบริบท “ภัยยุค AI” ที่เร่งความเร็วการโจมตี ความซับซ้อน และสเกลของแคมเปญให้ใหญ่ขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไม Zero Trust จึงไม่ใช่ “ศัพท์เท่ ๆ” แต่เป็นโครงสร้างที่ CTO, CISO, CIO ต้องวางเป็นแกนหลักของแผน Cybersecurity

ประเด็นสำคัญของ Zero Trust Architecture

หัวใจของ Zero Trust อยู่ที่การเปลี่ยน “จุดศูนย์กลางของความปลอดภัย” จากการพึ่งพาเครือข่ายไปสู่การพึ่งพา “ตัวตน บริบท และนโยบาย” กล่าวคือองค์กรจะไม่ปล่อยให้การล็อกอินครั้งเดียวกลายเป็นใบเบิกทางเข้าถึงทุกอย่าง แต่จะตรวจสอบว่าคนที่ขอเข้าถึงเป็นใคร มีสิทธิ์อะไร ใช้อุปกรณ์ที่ปลอดภัยหรือไม่ อยู่ในบริบทที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และพฤติกรรมสอดคล้องกับรูปแบบปกติหรือเปล่า

ในทางปฏิบัติ แนวคิด Zero Trust Security คือ การยืนยันตัวตนแบบชัดเจนในทุกจุดเสี่ยง การกำหนดสิทธิ์แบบน้อยที่สุด และการเฝ้าระวังแบบต่อเนื่อง เพื่อจำกัด “ความเสียหายสูงสุด” หากบัญชีหนึ่งถูกสวมสิทธิ์หรือเครื่องหนึ่งติดมัลแวร์ เมื่อออกแบบได้ดี Zero Trust จะทำให้องค์กรเดินหน้าเรื่อง Hybrid Work และ Cloud ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องยอมแลกความปลอดภัย

พื้นฐานของ Zero Trust Architecture (ZTA)

Zero Trust Architecture หรือ Ztna คือการนำแนวคิด Zero Trust มาสร้างเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้ได้จริงในองค์กร โดยโครงสร้างตามแนวทางมาตรฐานสากลจะพูดถึงกลไกการ “ตัดสินใจ” และ “บังคับใช้” นโยบายการเข้าถึงอย่างเป็นระบบ แนวคิดสำคัญคือจะต้องมีจุดที่ทำหน้าที่ตัดสินใจตามนโยบาย (เช่น อนุญาต ปฏิเสธ หรือบังคับให้ยืนยันตัวตนเพิ่ม) และมีจุดที่บังคับใช้ผลการตัดสินใจนั้นในเส้นทางข้อมูลจริง

สิ่งที่ทำให้ ZTA ต่างจากการ “เพิ่ม MFA เฉย ๆ” คือ ZTA มองความปลอดภัยแบบทั้งระบบ ตั้งแต่ Identity, Endpoint, Zero Trust Network Access คือ, Application, Data ไปจนถึง Visibility และ Analytics แล้วเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านนโยบายเดียวกัน เพื่อให้การเข้าถึงทรัพยากรสำคัญขององค์กรมีมาตรฐานเดียว ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์หรือบนคลาวด์

ประโยชน์ของ Zero Trust Architecture สำหรับองค์กรไทย

Zero Trust รองรับการทำงานแบบ Remote และ Hybrid อย่างไร

การทำงานแบบ Remote และ Hybrid ทำให้คำว่า “ในองค์กร” กับ “นอกองค์กร” แทบไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน Zero Trust ช่วยให้องค์กรยกระดับความปลอดภัยโดยไม่บังคับให้ทุกอย่างต้องกลับมาอยู่หลังรั้วเครือข่ายแบบเดิม เพราะทุกการเข้าถึงถูกประเมินจากตัวตนและบริบท เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ สถานที่ เวลา และพฤติกรรมการใช้งาน หากบริบทมีความเสี่ยง ระบบสามารถขอการยืนยันตัวตนเพิ่ม จำกัดสิทธิ์ หรือปฏิเสธได้ทันที

Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity อย่างไร

เมื่อบัญชีถูกขโมยหรือถูกสวมสิทธิ์ สิ่งที่องค์กรกลัวที่สุดคือผู้โจมตีสามารถเคลื่อนที่ไปยังระบบอื่น ๆ ได้อย่างเสรี Zero Trust ออกแบบมาเพื่อลดเหตุการณ์นี้โดยตรง ผ่านหลักการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็นและการจำกัดการเคลื่อนที่ภายในเครือข่าย หากเกิดเหตุขึ้นจริง ความเสียหายจะถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เล็กลงอย่างมาก นี่คือสาระสำคัญที่ทำให้ Zero Trust Security คือ แนวทาง “ลด Blast Radius” ไม่ใช่แค่ “หวังว่าจะกันได้หมด”

Zero Trust ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม PDPA และกฎระเบียบได้อย่างไร

องค์กรไทยจำนวนมากกำลังถูกกดดันจากข้อกำหนดด้านกฎหมายและมาตรฐาน โดยเฉพาะ PDPA ที่เน้นการมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม และต้องทบทวนมาตรการเมื่อจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน Zero Trust ทำให้คำว่า “มาตรการที่เหมาะสม” เป็นสิ่งที่อธิบายและพิสูจน์ได้จริงผ่านการควบคุมการเข้าถึง การแยกสิทธิ์ การบันทึกเหตุการณ์ และการตรวจสอบย้อนกลับที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยทั้งด้านการตรวจสอบภายในและการเตรียมความพร้อมต่อการตรวจจากหน่วยงานกำกับ

Zero Trust รองรับการย้ายระบบขึ้น Cloud อย่างไร

การย้ายระบบขึ้น Cloud มักพาความซับซ้อนด้านสิทธิ์และบัญชีผู้ใช้ติดไปด้วย เพราะทรัพยากรกระจายอยู่หลายที่และหลายผู้ให้บริการ Zero Trust ทำให้การควบคุมการเข้าถึงเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าสิทธิ์ผิดพลาดบนคลาวด์ และช่วยให้องค์กรบริหารสิทธิ์แบบละเอียดได้ดีขึ้น แม้ระบบจะอยู่คนละแพลตฟอร์ม

Zero Trust ช่วยยกระดับประสบการณ์ของพนักงานอย่างไร

Zero Trust ที่ออกแบบดีไม่ได้ทำให้การทำงานยากขึ้น แต่ทำให้ “คนที่ถูกต้อง” เข้าถึงได้ลื่นไหลมากขึ้นผ่านกลไกอย่าง SSO และการยืนยันตัวตนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยง เมื่อรวมกับแนวทางแบบบริบท (เช่น บังคับ MFA เฉพาะกรณีเสี่ยง) องค์กรจะลดแรงเสียดทานกับพนักงานได้มากกว่าการ “ล็อกเข้มทุกอย่างเท่ากันหมด” แบบเดิม

Zero Trust ช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านความปลอดภัยขององค์กรอย่างไร

ZTA ช่วยทำให้ความปลอดภัยมีเสถียรภาพ เพราะการตัดสินใจอนุญาตหรือปฏิเสธถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายและข้อมูลเทเลเมทรีมากกว่าการพึ่งพาประสบการณ์ของคนหรือการตั้งค่าเฉพาะจุด ลดโอกาสเกิดช่องโหว่จากความไม่สอดคล้องระหว่างทีม ลด Configuration Drift และทำให้การรักษาความปลอดภัยมีความต่อเนื่องแม้มีการเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนโครงสร้างระบบ

องค์ประกอบหลักของ Zero Trust Architecture

ZTA จะสมบูรณ์ได้ต้องมีองค์ประกอบที่เชื่อมกันเป็นระบบ เริ่มจาก Identity ที่เป็นแกนหลัก ต่อด้วยการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เพื่อยืนยันว่าเครื่องที่ขอเข้าถึงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย จากนั้นต้องมีการควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายและแอปอย่างละเอียด เพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ภายในระบบเมื่อเกิดเหตุ อีกชั้นหนึ่งคือการปกป้องข้อมูลผ่านการเข้ารหัสและการกำกับสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล และท้ายที่สุดคือ Visibility และ Analytics ที่ช่วยให้ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้ทันเวลา

เมื่ออ่านรวมกันจะเห็นว่า Zero Trust ไม่ใช่โปรดักต์ชิ้นเดียว แต่เป็นการวาง “ระบบของระบบ” ให้การเข้าถึงทุกจุดมีหลักฐาน มีเงื่อนไข และมีความสามารถในการตอบสนองเมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน

ประวัติและวิวัฒนาการของ Zero Trust Architecture

zero trust architecture คือ

ในอดีตองค์กรมีระบบส่วนใหญ่รวมศูนย์อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ การป้องกันแบบ Perimeter-based จึงทำงานได้ดีพอสมควร แต่เมื่อองค์กรเริ่มใช้ SaaS และย้าย Workload ไปคลาวด์ การทำงานจากบ้านกลายเป็นเรื่องปกติ เส้นแบ่งเครือข่ายก็พังลงทันที การโจมตีจำนวนมากเริ่มต้นจากบัญชีผู้ใช้ที่ถูกขโมย รหัสผ่านรั่ว หรือการฟิชชิงที่ทำให้ผู้โจมตีเข้ามา “เหมือนเป็นผู้ใช้จริง” สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวคิด Zero Trust ถูกผลักดันจาก “แนวคิด” สู่ “สถาปัตยกรรม” ที่มีกรอบอ้างอิงชัดเจน และถูกใช้งานจริงในองค์กรจำนวนมาก

Zero Trust Architecture ทำงานอย่างไร

เมื่อผู้ใช้พยายามเข้าถึงทรัพยากร เช่น ระบบ CRM ฐานข้อมูลลูกค้า หรือเครื่องมือบริหารโครงสร้างพื้นฐาน ระบบจะเริ่มจากการยืนยันตัวตน จากนั้นตรวจสอบบริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ IP หรือพื้นที่ เวลาในการเข้าถึง และสัญญาณความเสี่ยงอื่น ๆ แล้วจึงนำข้อมูลทั้งหมดไปประเมินด้วยนโยบายขององค์กร

หากคำขอมีความเสี่ยงต่ำและตรงตามนโยบาย ระบบอาจอนุญาตให้เข้าถึงได้ แต่จะอนุญาตแบบจำกัดสิทธิ์ตามบทบาทและความจำเป็นจริง หากคำขอมีความเสี่ยงสูง ระบบอาจปฏิเสธหรือขอการยืนยันตัวตนเพิ่ม เช่น ต้องทำ MFA เพิ่มเติม หรือจำกัดให้เข้าถึงเฉพาะฟังก์ชันบางส่วน ที่สำคัญคือการตรวจสอบนี้ไม่ได้จบตอนล็อกอิน แต่ยังคงเฝ้าระวังตลอดช่วงการใช้งาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนผิดปกติ ระบบสามารถยกระดับความเข้มงวดหรือยุติการเข้าถึงได้ทันที นี่คือเหตุผลที่หลายคนสรุปว่า Zero Trust Security คือ การรักษาความปลอดภัยแบบ “ต่อเนื่อง” ไม่ใช่แบบ “ผ่านครั้งเดียวแล้วจบ”

วิธีการนำ Zero Trust Architecture ไปใช้งานในองค์กรไทย

zero trust คือ

การทำ ZTA ให้สำเร็จควรเริ่มแบบเป็นลำดับเพื่อให้เกิดผลเร็วและลดแรงต้านในองค์กร โดยขั้นแรกที่ให้ผลคุ้มที่สุดมักเป็นการเริ่มจาก Identity เพราะการโจมตีจำนวนมากเริ่มจาก credential และการสวมสิทธิ์ องค์กรควรวาง SSO และ MFA ให้ชัดเจน พร้อมทำให้วงจรชีวิตบัญชีผู้ใช้เป็นระบบ ตั้งแต่การสร้าง ย้ายตำแหน่ง ไปจนถึงการยกเลิกสิทธิ์เมื่อออกจากงาน

ขั้นต่อมาคือการจัดการบัญชีสิทธิ์สูงหรือบัญชีแอดมิน เพราะเป็นบัญชีที่หากถูกเจาะแล้วกระทบสูงที่สุด การใช้แนวคิด Least Privilege และการอนุมัติการเข้าถึงแบบชั่วคราวจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก จากนั้นองค์กรควรกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ให้เป็น Baseline เช่น การอัปเดตแพตช์และการเข้ารหัส เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องที่ขอเข้าถึงระบบสำคัญ “ผ่านเกณฑ์” ก่อนเสมอ

เมื่อ Identity และ Endpoint เริ่มแข็งแรง องค์กรควรหันไปโฟกัสระบบสำคัญที่สุดหรือ Crown Jewels เช่น Active Directory, ระบบการเงิน, ฐานข้อมูลลูกค้า แล้วค่อย ๆ ทำ Segmentation และกำหนดนโยบายเข้าถึงแบบละเอียด สุดท้ายต้องทำเรื่อง Visibility ให้ครบ โดยรวม Log และกำหนด Use Case ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เพื่อให้ Zero Trust ไม่ใช่แค่ “ป้องกัน” แต่ “ตรวจจับและตอบสนอง” ได้จริง

กรณีการใช้งาน Zero Trust Architecture ในโลกธุรกิจจริง

กรณีใช้งานที่พบได้มากในองค์กรไทยคือการลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์บัญชี โดยเฉพาะบัญชีที่ผูกกับระบบศูนย์กลางอย่าง AD หรือบัญชีที่มีสิทธิ์สูง นอกจากนี้ยังใช้เพื่อทำให้การเข้าถึงระบบสำคัญจากภายนอกปลอดภัยขึ้นโดยไม่ต้องเปิดทางกว้างแบบเดิม อีกกรณีคือการทำให้การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าสอดคล้องกับ PDPA ผ่านการจำกัดสิทธิ์และการเก็บบันทึกการเข้าถึงอย่างเป็นระบบ รวมถึงการตรวจจับ Insider Threat ที่อาจเกิดจากการใช้งานผิดวัตถุประสงค์หรือพฤติกรรมที่ไม่ปกติของผู้ใช้ภายใน

โซลูชัน Zero Trust Architecture สำหรับองค์กร

องค์กรจำนวนมากเลือกใช้แนวทาง “ประกอบสถาปัตยกรรม” จากโซลูชันหลักหลายด้าน ได้แก่ โซลูชันยืนยันตัวตนและควบคุมการเข้าถึง โซลูชันบริหารสิทธิ์สูง โซลูชันบริหารจัดการอุปกรณ์ปลายทาง และโซลูชันรวมศูนย์ Log พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์และตรวจจับ ความสำเร็จของ ZTA จึงขึ้นอยู่กับการทำให้ข้อมูลจากหลายชั้น “คุยกันได้” และนโยบายถูกบังคับใช้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำเป็นเกาะ ๆ แยกกัน

บทสรุป Zero Trust

สรุปให้ชัดที่สุดคือ Zero Trust คือวิธีคิดและวิธีออกแบบระบบที่ “ไม่ให้ความเชื่อใจแบบอัตโนมัติ” และยืนยันทุกการเข้าถึงด้วยนโยบาย บริบท และความเสี่ยง นั่นทำให้ Zero Trust Security คือ แนวทางที่องค์กรไทยนำไปใช้เพื่อรับมือภัยยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วและความซับซ้อนสูงขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ทำงานแบบ Hybrid และระบบกระจายอยู่บนคลาวด์

หากองค์กรของคุณต้องการเริ่มทำ ZTA แบบจับต้องได้ โดยไม่อยากประกอบหลายเครื่องมือให้ซับซ้อน สามารถเริ่มจากชุดโซลูชันของ ManageEngine ที่ช่วยวางแกน Identity Security (เช่น MFA, SSO และ Conditional/Context-aware Access) ต่อด้วยการคุมบัญชีสิทธิ์สูง (PAM) รวมถึงการทำ Visibility ผ่าน Log/SIEM และการจัดการอุปกรณ์ปลายทางให้เป็นไปตาม baseline ความปลอดภัย 

หากคุณต้องการเห็นภาพจริงว่า Zero Trust จะถูกนำไปใช้ในองค์กรของคุณอย่างไร แนะนำให้ขอ Free Demo เพื่อออกแบบ Use Case ให้ตรงกับระบบสำคัญขององค์กร และเริ่มทดลองด้วย Free Trial 30 Days เพื่อวัดผลเชิงปฏิบัติทันที

ศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ https://www.manageengine.com/th/self-service-password/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Zero Trust

Zero Trust Architecture คืออะไร

Zero Trust Architecture หมายถึงสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้ทุกการเข้าถึงต้องผ่านการตัดสินใจตามนโยบายและถูกบังคับใช้อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากตัวตน บริบท และสัญญาณความเสี่ยง ไม่ใช่การเชื่อจากตำแหน่งเครือข่ายหรือการล็อกอินครั้งเดียว

หลักการสำคัญของ Zero Trust Architecture คืออะไร

แกนหลักของ Zero Trust มักอธิบายผ่านสามแนวคิดร่วมกัน คือการยืนยันตัวตนอย่างชัดเจนทุกครั้ง การให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น และการออกแบบโดยถือว่ามีโอกาสถูกเจาะอยู่เสมอ เพื่อให้ระบบจำกัดความเสียหายและตรวจจับได้เร็ว

Zero Trust ถูกนำมาใช้ในองค์กรทั่วโลกแล้วหรือยัง

Zero Trust ถูกยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลก เพราะตอบโจทย์ Cloud, SaaS และ Hybrid Work ได้ตรงจุด อีกทั้งมีกรอบอ้างอิงมาตรฐานที่ทำให้องค์กรนำไปปรับใช้ได้จริง ไม่ใช่แนวคิดลอย ๆ

ตัวอย่างการใช้งาน Zero Trust ในองค์กรมีอะไรบ้าง

ตัวอย่างที่พบได้จริงในองค์กรคือการบังคับใช้ MFA แบบอิงบริบทเมื่อเข้าถึงระบบสำคัญ การให้สิทธิ์แอดมินแบบชั่วคราวและต้องอนุมัติก่อนใช้งาน การกำหนดให้อุปกรณ์ต้องผ่าน Baseline ความปลอดภัยก่อนเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการแยกระบบสำคัญเป็นโซนและเฝ้าระวังพฤติกรรมต่อเนื่องผ่านระบบ Log และการวิเคราะห์เหตุการณ์