Work From Home ทำให้องค์กรคุณเสี่ยงอยู่หรือไม่? หาคำตอบให้องค์กรของคุณ

หลังยุคโควิด 19 การทำงานแบบ Work From Home หรือ ทำงาน WFHได้กลายเป็นรูปแบบการทำงานปกติของหลายองค์กร ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น Phishing, Malware, Ransomware หรือการรั่วไหลของข้อมูลจากความผิดพลาดของมนุษย์เอง 

ดังนั้นการมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดและการเลือกใช้เครื่องมือบริหารจัดการที่เหมาะสม จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น "ความจำเป็น" เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม บทความนี้จะสรุปแนวทางปฏิบัติและโซลูชันจาก ManageEngine ที่จะช่วยให้การทำงาน WFH ของคุณปลอดภัยอย่างมืออาชีพทำงาน wfh พาร์ทไทม์ work from home

ทำไม Work From Home ถึงเสี่ยง?

ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา การทำงาน WFH หรือ การทำงานแบบ Remote ได้เพิ่มความซับซ้อนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับองค์กรอย่างมาก เมื่อพนักงานต้องนำอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญออกไปใช้งานนอกสำนักงาน ผ่านเครือข่ายที่อยู่นอกการควบคุมของฝ่าย IT ทำให้การทำงานจากบ้านกลายเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงหลักที่องค์กรต้องรับมืออย่างจริงจัง ดังนั้นอาชญากรไซเบอร์ใช้ช่องโหว่จากการเชื่อมต่อทางไกลเป็นทางลัดในการเจาะระบบ โดยมีภัยคุกคามหลักที่ต้องระวังดังนี้:

เมื่อพนักงานนำอุปกรณ์และข้อมูลสำคัญกลับไปทำงานที่บ้าน

การทำงานแบบ Work From Home , Remote work หรือ Hybrid work ทำให้พนักงานจำนวนมากต้องใช้อุปกรณ์ส่วนตัว หรือ Bring Your Own Device (BYOD) ในการเข้าถึงระบบและข้อมูลขององค์กร ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักไม่ได้รับการตั้งค่าความปลอดภัยในระดับเดียวกับอุปกรณ์ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตแพตช์ที่ไม่สม่ำเสมอ การขาดระบบป้องกันมัลแวร์ หรือการไม่มีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงที่เหมาะสม ส่งผลให้กลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่ผู้โจมตีสามารถใช้เป็นทางผ่านเข้าสู่ระบบภายในได้

นอกจากนี้ การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือเครือข่ายภายในบ้านที่ไม่มีการเข้ารหัสอย่างรัดกุม ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดักฟังข้อมูล หรือ Data Interception และการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle เมื่อข้อมูลสำคัญถูกส่งผ่านเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย ความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลและการถูกเข้าควบคุมระบบจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีเมลหลอกลวง (Phishing Emails)

ในช่วงที่องค์กรปรับตัวสู่การทำงานแบบทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ผู้โจมตีทางไซเบอร์ได้ฉวยโอกาสจากความเร่งรีบและการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ส่งอีเมลหลอกลวงในรูปแบบที่แนบเนียนยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอีเมลแจ้งประชุมออนไลน์ เอกสารงานเร่งด่วน หรือการแจ้งเตือนด้านไอที เพื่อหลอกให้พนักงานคลิกลิงก์อันตรายหรือดาวน์โหลดไฟล์ที่แฝงมัลแวร์

นอกจากนี้ เทคนิค Social Engineering ยังถูกพัฒนาให้ซับซ้อนมากขึ้น โดยมุ่งโจมตีพฤติกรรมและความไว้วางใจของพนักงาน เช่น การปลอมตัวเป็นผู้บริหารหรือฝ่าย IT เพื่อหลอกขอข้อมูลการเข้าสู่ระบบ (Credentials) เมื่อผู้โจมตีสามารถขโมยข้อมูลเหล่านี้ได้ ก็อาจนำไปสู่การเข้าควบคุมระบบภายใน การขโมยข้อมูลสำคัญ หรือการโจมตีต่อเนื่องในระดับองค์กรได้อย่างง่ายดาย

วิธีการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Homeให้ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์

แม้ว่าภัยคุกคามจะดูน่ากลัวและซับซ้อน แต่พนักงานสามารถเป็นเกราะป้องกันด่านแรกให้องค์กรได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีให้รัดกุมยิ่งขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยาก หากปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อลดช่องโหว่และป้องกันข้อมูลรั่วไหลในขณะปฏิบัติงานทางไกล ดังนี้:

  1. เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยเท่านั้น

    หัวใจสำคัญของ Work From Home คือการเชื่อมต่อที่มั่นคงและปลอดภัย พนักงานควรหลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะตามร้านกาแฟหรือห้างสรรพสินค้าในการเข้าถึงระบบภายในของบริษัท เนื่องจากเป็นเครือข่ายที่ไม่มีการเข้ารหัสและเสี่ยงต่อการถูกดักขโมยข้อมูล โดยควรเลือกใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่มีการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก และที่สำคัญที่สุดคือต้องเชื่อมต่อผ่านระบบ VPN หรือ Virtual Private Network ของบริษัทเสมอ เพื่อสร้างอุโมงค์ข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับการรับ-ส่งข้อมูลสำคัญ

  2. ไม่โพสต์ภาพการประชุมออนไลน์หรือข้อมูลองค์กรลงบนโซเชียลมีเดีย

    ความประมาทเพียงเล็กน้อยบนโลกออนไลน์อาจนำไปสู่หายนะขององค์กรได้ พนักงานควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการถ่ายภาพหน้าจอขณะประชุมหรือโพสต์ภาพโต๊ะทำงานลงบนโซเชียลมีเดีย เพราะภาพเหล่านั้นอาจติดข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสห้องประชุม, รายชื่อผู้เข้าร่วม, รหัสผ่านที่จดไว้บนกระดาษ หรือเอกสารลับบนหน้าจอ ซึ่งแฮกเกอร์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการปลอมแปลงตัวตนหรือเจาะระบบเข้าสู่องค์กรได้

  3. อัปเดตโปรแกรมทำงาน, แอนตี้ไวรัส และระบบปฏิบัติการอยู่เสมอ

    การปล่อยให้ซอฟต์แวร์ล้าสมัยคือการเปิดประตูรับแฮกเกอร์ พนักงานควรหมั่นตรวจสอบและกดอัปเดตระบบปฏิบัติการ (OS), โปรแกรมที่ใช้ทำงาน รวมถึงซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ การทำ Patching หรือการอัปเดตเพื่อปิดช่องโหว่ความปลอดภัยเหล่านี้ เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการป้องกันการโจมตีจาก Malware และ Ransomware ที่มักจะคอยจ้องโจมตีผ่านจุดอ่อนของโปรแกรมเวอร์ชันเก่า

  4. ล็อกหน้าจออุปกรณ์ทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้งาน

    ความปลอดภัยทางกายภาพมีความสำคัญไม่แพ้ความปลอดภัยทางระบบ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานในพื้นที่ส่วนกลางหรือที่บ้านที่มีคนอาศัยอยู่ร่วมกัน พนักงานควรสร้างนิสัยในการล็อกหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ลุกจากที่นั่ง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อป้องกันบุคคลไม่พึงประสงค์เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือแอบใช้งานบัญชีบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดหรือการรั่วไหลของข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

  5. ไม่อนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวใช้อุปกรณ์ของบริษัท

    เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด พนักงานควรแยกแยะระหว่างการใช้งานส่วนตัวและการทำงานอย่างเด็ดขาด โดยไม่อนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลอื่นเข้าใช้งานอุปกรณ์ที่บริษัทจัดหาให้เด็ดขาด เนื่องจากการดาวน์โหลดเกม การเข้าเว็บไซต์บันเทิง หรือการติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายไอที อาจเป็นการนำมัลแวร์เข้ามาติดในเครื่องและแพร่กระจายเข้าสู่ระบบเครือข่ายหลักขององค์กรได้ในที่สุด

นอกเหนือจากพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยแล้ว องค์กรยังควรมีเครื่องมือที่ช่วย ควบคุมและตรวจสอบความเสี่ยงในระดับระบบ โดย ManageEngine PAM360 ช่วยบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงบัญชีสำคัญอย่างรัดกุม ขณะที่ ManageEngine Log360 ช่วยมอนิเตอร์และตรวจจับกิจกรรมผิดปกติในระบบแบบเรียลไทม์ เมื่อใช้งานควบคู่กัน องค์กรจะสามารถทำ Work From Home ได้อย่างมั่นใจ พร้อมลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ได้อย่างเป็นระบบ
work from home หรือ การทำงานที่บ้านมีผลอย่างไรต่อองค์กร

ทำไมองค์กรควรสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย (Security Awareness) เพื่อลดความเสี่ยง

ในโลกของความปลอดภัยไซเบอร์ "มนุษย์" มักจะถูกมองว่าเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด แต่หากองค์กรมีการให้ความรู้ที่ถูกต้อง พนักงานจะเปลี่ยนจากจุดอ่อนให้กลายเป็น ด่านหน้าหรือ "Human Firewall" ที่แข็งแกร่งที่สุดในการป้องกันภัยคุกคาม การสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย จึงไม่ใช่แค่การอบรมตามหน้าที่ แต่คือการติดอาวุธทางความคิดให้พนักงานสามารถจำแนกอีเมลแปลกปลอม สังเกตความผิดปกติของระบบ และรู้วิธีการตอบสนองต่อเหตุการณ์เบื้องต้นได้อย่างถูกต้องก่อนที่ภัยร้ายจะลุกลาม

นอกจากนี้ การสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่เกิดจากความประมาทหรือความผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักกว่า 80% ของเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลทั่วโลก เมื่อพนักงานทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พวกเขาจะมีความระมัดระวังในการใช้งานอุปกรณ์และโครงข่ายมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงโดยรวมขององค์กรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะต้องทำงานจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมยากอย่างการ Work From Home, Remote Work หรือแม้แต่ Hybrid Work ก็ตาม

การปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI Compliance เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลการเงิน

ในสภาพแวดล้อมการทำงาน WFH องค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินและข้อมูลบัตรชำระเงินต้องเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลสำคัญเกิดขึ้นนอกสำนักงานและผ่านอุปกรณ์หรือเครือข่ายที่หลากหลาย มาตรฐาน PCI Compliance จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการปกป้องข้อมูลบัตรชำระเงินให้มีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลและการถูกโจมตีทางไซเบอร์

การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด การจำกัดสิทธิ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบกิจกรรมการใช้งานอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล ไม่เพียงช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้าในยุคที่การทำงานจากบ้านกลายเป็นเรื่องปกติ

การรับมือกับแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Applications With Security Vulnerabilities)

ในยุคที่มีการทำงานแบบ Remote, Hybrid หรือ การทำงานที่บ้าน (Work From Home) แอปพลิเคชันและระบบต่าง ๆ ขององค์กรถูกเข้าถึงจากหลากหลายสถานที่ อุปกรณ์ และเครือข่าย ทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในระดับแอปพลิเคชันกลายเป็นความเสี่ยงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม ช่องโหว่เหล่านี้อาจถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตี การขโมยข้อมูล หรือการยกระดับสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต องค์กรจึงจำเป็นต้องมีทั้งนโยบายที่ชัดเจนและเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบ ควบคุม และตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ

การใช้ระบบ Zero Trust และ Least Privilege

ในยุคที่การเชื่อมต่อมาจากทุกทิศทาง แนวคิด "ไม่เชื่อใจใคร" หรือ Zero Trust จึงถูกนำมาใช้ โดยต้องมีการตรวจสอบแอคเซสและอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ ควบคู่ไปกับการใช้หลักการ Least Privilege หรือการกำหนดสิทธิ์ให้เข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเท่านั้น เพื่อลดผลกระทบหากมีบัญชีใดถูกแฮก และ ManageEngine PAM360 คือโซลูชั่นที่ใช่เพราะ PAM360 คือ ระบบจัดการสิทธิ์ระดับสูง (Privileged Access Management) ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและตรวจสอบการเข้าถึงแอคเคานต์สำคัญขององค์กร ช่วยให้มั่นใจว่าเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะเข้าถึงระบบวิกฤตได้ สนใจทดลองใช้ฟรี 30 วัน คลิ้กที่นี่
ทำงาน wfh รวมถึง hybrid work, remote work

การมอนิเตอร์และตอบสนองเหตุการณ์

การป้องกันภัยร้ายจากการทำงาน WFH เพียงอย่างเดียวไม่พอ องค์กรต้องมีความสามารถในการตรวจสอบ Log และกิจกรรมแปลกปลอมในระบบแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังต้องมีแผนตอบสนองเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ที่ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายไอทีสามารถระงับความเสียหายและกำจัดมัลแวร์ออกไปจากระบบได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการโจมตี เครื่องมืออย่าง ManageEngine Log360 สามารถช่วยคุณได้เพราะ Log 360 คือแพลตฟอร์ม SIEM (Security Information and Event Management) ที่ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยจากทั่วทั้งองค์กร พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้คุณสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เริ่มต้นปกป้องข้อมูลของคุณตั้งแต่วันนี้ด้วยการทดลองใช้ Log360 ฟรี 30 วัน ได้ที่นี่

ทำงาน wfh remote work ยกตัวอย่าง

Work From Home หรือการทำงานแบบ Remote work รวมถึง Hybrid Work คือโอกาส ที่ช่วยให้องค์กรทำงานได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ความเสี่ยงด้านไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้นจากอุปกรณ์ เครือข่าย และพฤติกรรมการใช้งานที่อยู่นอกการควบคุมของฝ่าย IT ดังนั้นการป้องกันภัยไซเบอร์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น การผสาน พฤติกรรมการใช้งานที่ปลอดภัยของพนักงาน, นโยบายและมาตรฐานที่ชัดเจน, และ เครื่องมือด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม เช่น ManageEngine PAM360 และ Log360 จะช่วยให้องค์กรสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างมั่นใจ พร้อมปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างมืออาชีพด้วย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Linkedin : https://www.linkedin.com/company/manageenginethailand
Facebook: https://www.facebook.com/manageenginethailand